วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การทำฮอยจ๊อ

...

  แผ่นฟองเต้าหู้ ชนิดแผ่น สำหรับใช้ห่อ ฮอยจ้อ
เนื้อปูแกะแล้ว
หมูปนมันสับหยาบ สับปนกับกระเทียม รากผักชี
มันหมูแข็งหั่นเหลี่ยมชิ้นเล็กๆ
แห้วหั่นสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆ
เหลือ
พริกไทยป่น
ซีอิ้วขาวอย่างดี หรือแม็กกี้
เชือกกล้วยสำหรับมัด
วิธีทำ
แผ่นฟองเต้าหู้หากซื้อจากร้านเขาใส่ตู้เย็นลักษณะนิ่ม
ถ้าซื้อยังไม่ได้ใช้ให้ใส่ตู้เย็น
เมื่อจะใช้พรมน้ำเล็กน้อยแล้วใช้ได้เลย
แผ่นเต้าหู้แบบแห้งให้เอาผ้าขาวชุบน้ำพอหมาดห่อไว้ให้แผ่นเต้าหู้นิ่ม
หมูสับพร้อมเครื่องปรุงข้างต้น รสชาดตามชอบ
ขยำรวมเนื้อปู หากจะให้เหนียวโรยแป้งสาลีลงไป
คลุกเคล้าเล็กน้อย(แต่ผมไม่ใช้แป้ง เพราะต้องการรสชาดปูกับหมูสับล้วนๆ
แผ่ แผ่นฟองเต้าหู้ลงบนถาดใหญ่ วางปูกับหมูที่ผสมเครื่องปรุง
ตามยาวบนแผ่นฟองเต้าหู้
แล้วม้วนห่อตามยาวให้แน่น
ใช้เชือกกล้วยมัดเป็นเปลาะๆ
นำไปนึ่งในน้ำเดือด
สุกแล้วยกขึ้นมาผึ่งให้เย็น
นำไปทอด ใช้กะทะก้นลึก น้ำมันเดือดจัด
ทอดให้กรอบ

เคล็ดลับ
ความอร่อยที่ทำเอง คือ อย่าขี้เหนียวเนื้อปู
และให้ห่อด้วยแผ่นฟองเต้าหู้ สองถึงสามชั้น ความอร่อยอยู่ตรงแผ่นฟองเต้าหู้
ที่เขาทำขาย ประหยัดแผ่นฟองเต้าหู้ ใช้ห่อชั้นเดียว
และห่อให้ก้อนโตๆ หน่อย ใหญ่กว่าสักสองเท่าที่เขาทำขาย
******
วันนี้ ที่ทำ ไม่มี แห้ว
ไม่มีมันหมูแข็ง
ใช้เนื้อปูแกะ สองขีด สองร้อยบาท
หมูสับ สามขีด
ฟองเต้าหู้สองแผ่น 60 บาท
น้ำบ๊วยเจี่ยขวดเล็ก 30 บาท
ได้ ฮอยจ๊อจานใหญ่ เทียบราคาจานนี้ ในเหลาก็เกือบพันบาท
 **********
ชอบคุณเจ้าของต้นตำหรับ
คุณมังกรดำ ประชาทอล์ก







วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

วิธีแก้รถดีเซล...ให้หายควันดำและเครื่องทนทาน

...
โดย kayajok IF

วันนี้..มาแปลกนะ คือจะมาสาธกเรื่องรถเครื่องยนต์ดีเซล
ทำไมถึงควันดำ? แล้วตำรวจจราจรทำไมถึงบ้าอำนาจ
ชอบตรวจชอบตั้งด่านตรวจควันดำ รถบรรทุกกันนัก

เรื่องนี้ ขอเล่าเรื่องย้อนไปในอดีต เมื่อราวปี 2531 สมัยนั้นน้ำมันดีเซลลิตร 6-7 บาท
เบ็นซิน 8-9 บาท
ผมได้เข้ามาอยู่ กทม.แล้ว ใช้รถตู้ เครื่องยนต์ดีเซล ยี่ห้อนิสสัน แต่เปลี่ยนเครื่อง
เป็น อีซูซุ ตอนนั้น ได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนสมาชิกนักวิทยุสมัครเล่น
ผมขายอาหารอยู่สี่แยกคอดวัว(ที่กลายเป็นอนุเสวรีย์14ตุลาปัจจุบัน)
พอพิจิตรเป็นผู้ว่าฯ เราเลยกระเด็นกระดอน เลิกกิจการไปเลย

ช่วงขณะนั้นในวงการวิทยุสมัครเล่น ได้รู้จักเน็ทฯคนหนึ่ง ทำหน้าที่รายงาน
การจราจร ใช้ชื่อว่า VR629 คนนี้ทำงานอยู่บริษัทฯรถยนต์ยี่ห้อดังแห่งหนึ่ง

และได้เคยพบปะกันหลายครั้ง ย่านสี่แยกคอกวัว ก็มีชมรมราชบพิตร
ก่อนนั้น มีคลื่นประจำ145.700 ประสานงานช่วยเหลือเพลิงไหม้
(รถจอดประจำข้างวัดราชบพิตร) คนที่รู้จักเขามีรถดีเซล ออกมาใหม่ป้ายแดง
เขานับถือผมมาก ก็มาคุยกันเรื่องรถ เขาบอกว่าได้รับความรู้พิเศษมาจาก
VR629 คือทางบริษัทส่งช่างไปดูงานที่ประเทศซาอุ เขาไปเห็นรถบรรทุกขนาดใหญ่
คล้ายยี่เอ็มซี เข้าคิวเติมน้ำมันดีเซล ณ หัวจ่ายน้ำมัน ของบริษัทฯนั้น
พอเติมดีเซลเสร็จ เขาก็เลื่อนไปเติมที่หัวจ่ายน้ำมันเบ็นซินอีก

คณะช่างเครื่องรถยนต์จากไทยจึงได้สอบถาม ว่าทำไมต้องเติมน้ำมัน 2 ชนิด
ทางบริษัทฯที่ไปดูงาน เขาจึงตอบว่า รถที่จะออกหน้างาน จำเป็นต้องวิ่งไปในทะเลทราย
เพราะฉะนั้นกำลังเครื่องธรรมดา จะทำงานหนักมาก ทำให้มีปัญหาได้หากเกิดรถคันที่
วิ่งไปในทะเลทราย ดับและติดอยู่กลางทะเลทราย จึงต้องเพิ่มค่าอ๊อกเทลให้กับ
เครื่องยนต์ โดยการผสมน้ำมัน ดีเซล+เบ็นซิน

คณะช่างจึงสอบถามว่า "แล้วอัตราการผสมมีหรือไม่อย่างไร?"
บริษัทซาอุฯตอบว่า "มัอัตราการผสมดังนี้ หากเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ที่เริ่มมีควันดำ
หรือเกินจาก 2-3ปีแล้ว ให้ใช้ 25/1 หากเป็นรถใหม่ ให้ใช้ 30/1 เครื่องยนต์
จะทำงานเบาขึ้น กำลังแรงม้าเพิ่มขึ้น การเผาไหม้เชื้อเพลิงดี

คณะช่างยนต์จากไทยจึงได้จดจำบันทึกมา แต่บริษัทไม่ให้นำไปเปิดเผย
เพราะหากคนรู้ จะทำให้อาหลั่ยเครื่องยนต์ที่ใช้ทนนานขึ้น ทำให้บริษัทขาดรายได้
ในการซ่อมบำรุงและขายอาหลั่ย

นี่เป็นข้อคิด ขนาดประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันแท้ๆ เขาผลิตน้ำมัน ค่าอ๊อกเทลสูงแล้ว
เขายังใช้สูตรผสม แต่ประเทศไทยล่ะ โกงกินตั้งแต่โรงกลั่น ดีเซลจึงมีมาตรฐานต่ำ
ขนาดเครื่องยนต์ป้ายแดง เทสมาจากต่างประเทศไม่มีปัญหา พอมาเจอผีดูดทรัพย์
(ตำรวจที่ชอบตั้งตรวจรีดไถแบบไร้มนุษยธรรม) ป้ายแดงควันยังดำเลย แล้วไปโทษใคร
บริษัทขายรถหรือ ทำไม ไม่โทษต้นตอคือบริกลั่นน้ำมัน ว่าได้มาตรฐานเหมือนสากลหรือไม่?

นี่แหละ..โจมตีกันไปต่างๆนานา บางครั้งก็ทำให้คนใช้รถยนต์งงเหมือนกัน

จำกันได้ไหม? สมัยช่วงที่คึกฤทธิ์เป็นนายกฯ มีปากกาในมือ หนังสือสยามรัฐราชดำเนินนั่นแหละ
เขียนให้คนรนณรงค์ ใช้น้ำมันซุปเปอร์กัน ในขณะนั้น บอกว่าเบ็นซินธรรมดา91 มีสารตะกั่วเยอะ
ตกลงไปในคลองประปา ทำให้ผู้บริโภคหรือใช้ประปา เป็นโรคอันตรายได้ ตอนนั้นน้ำมัน
ซุปเปอร์แพงกว่าเบ็นซิน

อ้าว..พอต่อมาน้ำมันเริ่มแพงขึ้น เปลี่ยนรัฐบาลมาได้ 2-3รัฐบาล บอกให้กลับไปใช้
เบ็นซินธรรมดา อย่าไปใช้ซุปเปอร์ แพงและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ โห...อะไรกันหว่า?
ปัจจุบันนี้ผมเองก็งง มีโซฮง โซฮอล แล้วอะไรคือเบ็นซินกะซุปเปอร์ งงพอๆกับ ดีเซล และ B5

นี่แหละครับ..เข้าเรื่องต่อ..ผมได้รับคำแนะนำ ก็ทดลองบ้าง เติมผสม ตอนนั้นน้ำมันขนาดถัง 50ลิตร
ผมก็ใส่เบ็นซินผสมไป 2 ลิตร อ๊ะเข้าท่าแฮะ เครื่องเดินเงียบ วิ่งเร็วขึ้น (ก็ขนาดเขาออกรถ
ป้ายแดงมาเขายังผสม แล้วรถเราเก่าจะไปกลัวอะไร) เขาบอกว่า การผสมต้องจำไว้
เมื่อเติมแล้วให้ใช้น้ำมันให้หมดถังค่อยเติมผสมเข้าไปใหม่

แต่หากเราจะใช้วิธีเติมกลางคัน(เช่นใช้ไปครึ่งถัง) เราก็ต้องเติมน้ำมัน อัตรา 25 ลิตรดีเซล
ต่อน้ำมันเบ็นซิน 1 ลิตร ครับ

และต่อมาผมออกรถใหม่อีซูซุ 2500 มังกรทองรุ่นแรก ผมก็ผสมตั้งแต่ป้ายแดงเลย
ใช้เป็นสิบๆปี เรื่องไม่มีปัญหา และรู้ๆกันอยู่รถอีซูซุ เวลาจะแซงต้องเหยียบเร่งส่งตัว
หากเสียจังหวะ ก็ต้องตั้งหลักส่งตัวเพื่อแซงคนหน้า ไม่คล่องแคล่วเหมือนโตโยต้า

พอเติมผสมไปเท่านั้นแหละ วิ่งฉิว แซงซ้ายย้ายขวาคล่องตัวสบายมาก คนที่เขาไม่รู้นึกว่า
เราจิดเครื่องเทอร์โบว์ เปล่าหรอกครับ ผสมจ้า

และเครื่องอีซูซุ เวลาเครื่องเย็น ตอนเช้า เวลาสตาร์ทเครื่องยนต์เครื่องติดแล้วจะสั่นดังมาก
พอเติมผสมไป เครื่องเดินเงียบเบา แล้วก็ควันดำไม่มีครับ

ดังนั้นเวลานี้ผมใช้วีโก้ ก็ผสมตั้งแต่ป้ายแดงเช่นกัน เวลาเข้าปั๊ม ต้องดูหัวฉีดอยู่ติดกะเบ็นซิน
หรือเปล่า หากติดกัน เราก็เติมเบ็นซินไปก่อนประมาณ 2 ลิตรครึ่ง หรือบางที ก็ 100 บาทง่ายดี
แล้วให้เด็กปั้มเติมดีเซลเต็มถัง โตโยต้าถังน้ำมัน 80 ลิตร เครื่องเดินเงียบ ออกตัวไวดี
ทำให้เปลืองพลังงานน้อย

อย่าไปเติมหัวเชื้อ ที่ปั้มโฆษณา เบ็นซินแน่นอนที่สุด เพิ่มค่าอ๊อกเทล จากอดีตมาถึงปัจจุบัน
20 กว่าปีแล้วครับ (บางทีเด็กปั๊มงง บอกไม่เคยเจอ เราก็บอกว่างั้นก็จงดูซะ)

นี่แหละครับ..ก็ไม่รู้ว่ามีท่านใดเคยใช้สูตรนี้บ้างไหม? ช่วงสงกรานต์ เดินทาง ทดลองดูครับ
วิ่งฉิวเครื่องเบา ทำให้อายุเครื่องยนต์ทนนานขึ้น

บริษัทญี่ปุ่นจึงไม่อยากให้เผยแพร่ จะทำให้เขาขายอะหลั่ยไม่ได้

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านนะครับ

*****

หากท่านใดจะทดลอง ท่านต้องดูรถท่าน หากป้ายแดงหรือออกมาไม่นาน
ให้ใช้ 30 ลิตรโซล่า / 1 ลิตรเบ็นซิน

หากรถใครควันดำ ให้ใช้ 25 ลิตรโซล่า/ 1 ลิตร เบ็นซิน

ข้อพิสูจน์ ก่อนเติมน้ำมัน ให้ท่านฟังเสียงเครื่องยนต์รถของท่านก่อน
ดังอย่างไร

พอเติมไปแล้ว วิ่งออกจากปั๊ม ประมาณ 1 กม. เครื่องเสียงจะเบาขึ้น
หรือให้ท่านจอดรถ แล้วออกรถดู แตะคันเร่งนิดรถพุ่งตัว เสียงเบากว่าเดิม

แล้วเหลือบดูท้ายรถ ควันจะไม่มี หากใครเป็นรถอีซูซุ รับรองออกตัวเบาสบาย
ใช้แล้วติดใจ วิ่งทางไกล ไม่ค่อยเปลืองน้ำมัน

ผมไม่ได้ถ่ายรูปมา ไม่เป้นไรครับ อีก 2-3วัน ต้องเดินทางไปสุรินทร์
จะถ่ายรูปช่วงที่เติมน้ำมันมาให้ดู ระยะหลัง เบ็นซิน 100 บาทง่ายดี

*********
จอมดาบหิมะแดง


โห ความรู้ใหม่แกะกล่องเรยยยครับเนี่ย....ขอบคุณท่านกระยาจก ใครใช้ได้ผลไงแล้วแจ้งกันด้วยนะครับ ของผมก็ดีเซลเหมือนกัน.... สำหรับเครื่องดีเซลผมไม่เคยลองครับ

แต่ตอนอยู่เมกา ผมมีรถกระบะเชฟวี่ ปี1987 คันใหญ่ใช้เบ็นซิน
เคยเอาไปตรวจสภาพแล้วควันดำไม่ผ่าน ช่างคนเม็กซิกันเลยบอกผมว่าให้เอาไปเติมหัวเชื้อเบ็นซินใส่ผสมกับน้ำมันก่อน แล้ววิ่งไปสัก 20 ไมล์แล้วเอามาให้ร้านเขาตรวจสภาพใหม่ ลองทำดู ก็ผ่านทุกทีอ่ะ เผาไหม้หมดจด ตอนหลังติดใจเลยซื้อหัวเชื้อติดบ้านไว้เติมเรื่อยๆ

สำหรับเครื่องดีเซลท่านใดทดลองแล้วได้ผลยังไงรายงานด้วยคร้าาาาบ ขอบพระคุณล่วงหน้

**********า

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การทำข้าวมันไก่,ไก่ย่าง

.
,,,



ไก่บ้านหรือไก่ตอน 1 ตัว
2. ข้าวสาร ข้าวเก่า 6 ถ้วยตวง
3. ข้าวเหนียวข้าวเก่า 2 1/2 ถ้วยตวง
4. เกลือป่น 1 ช้อนชา
5. กระเทียมหัวเล็กสับอะเอียด 3 หัว
6. น้ำมันพืช 6 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำซุปกระดูกไก่ 8 ถ้วยตวง
8. ฟัก 1 ผล เอาไว้ทำน้ำซุป
9. ผักชี แตงกวา

วิธีปรุงสูตรข้าวมันไก
ก่อนอื่นนั้นจะต้องต้มไก่เสียก่อนซึ่งจะต้องต้มให้ถูกต้อง โดยเอาหม้อต้มไก่ใส่น้ำ เอาไก่ทั้งตัวที่ทำการควักเอาเครื่องในออกแล้วใส่ลงไปให้น้ำท่วมตัวไก่

เร่งไฟให้แรงมาก ๆ พอน้ำเดือดก็ลดไฟลง เพียงให้น้ำต้มไก่เดือดอ่อน ๆ ที่สุด ปิดฝาหม้อต้มไก่เอาไว้ต้มไก่นี้ในน้ำเดือดอ่อน ๆ ที่สุด เป็นเวลา 35 – 40 นาที จึงเอา ตะขอเหล็กเกี่ยวคอไก่ขึ้นมาแขวนให้น้ำหยดลงจนแห้ง อย่าเอามาวางลงในถาดหรือภาชนะ อื่น ๆ ต้องเอามาแขวนเพื่อให้น้ำสะเด็จเท่านั้น

เอาน้ำที่ต้มไก่ ต้มต่อไปด้วยการต้มฟักหันเป็นชิ้น ๆ ใส่ลงเป็นน้ำซุปที่จะมาชดด้วย เวลากินข้วามันไก่

ตอนนี้ก็มาหุงข้าวมันต่อไปด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้องกัน เอากระทะตั้งขึ้นบนเตาไฟ หากมีมันไก่ก็เอามาเจียวได้ เอาน้ำมันไว้ เอากระเทียมลงเจียวให้เหลืองหอม เอาข้าวสาร ที่ซาวไว้แล้วลงผัดด้วยกันกับกระเทียมเจียวสักครู่ โรยเกลือป่นเล็กน้อย ใส่ข้าวเหนียวที่แช่น้ำเอาไว้แล้ว 3 ชั่วโมงลงไปผัด ใส่น้ำมันพืชลงไปอีก

ตักเอามาใส่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทันที เอาน้ำซุปไก่ใส่ลงไปให้ท่วมข้าวสารและข้าวเหนียวที่รวมกันอยู่ ทำการหุงข้าวมันนี้ทันที เมื่อมีสวิตช์ตัดไฟที่หม้อหุงข้าวแล้ว เปลี่ยนเป็นสวิตช์อุ่นก็จงปล่อยเอาไว้ให้ข้าวในหม้อระอุนาน ๆ สัก 10 นาทีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว จะละมุนละไมมากยิ่งขึ้น

เวลากินข้าวมันไก่ที่ร้านแห่งไหน ๆ ก็ตาม จะต้องเอาน้ำซุปไก่ที่มีชิ้นฟักต้มมาซดร่วมด้วย 1 ถ้วย ในที่นี้ประสงค์จะเพิ่มรสชาติให้เอร็ดอร่อยมากขึ้นอีก

สูตรน้ำจิ้มข้าวมันไก่ วิธีทำข้าวมันไก่ ส่วนผสมสูตร

1. เต้าเจี้ยว สี่ ช้อนโต๊ะ
2. ขิงแก สิบ แว่น
3. พริกขี้หนูสด สิบห้า เม็ด
4. ซีอิ้วดำ สอง ช้อนชา
5. น้ำส้มสายชู หนึ่งถึงสอง ช้อนโต๊ะ
6. น้ำตาลทราย หนึ่ง ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่
นำพริกขี้หนูสด ขิงแก่ โขลกรวมกันให้ละเอียด ใส่เต้าเจี้ยวพร้อมกับน้ำเต้าเจี้ยวด้วย คลุกเคล้าให้เม็ดเต้าเจี้ยวแตกละเอียด ใส่ส่วนผสมที่เหลืออยู่ทั้งหมด ชิมรส หากอ่อนรสใดก็เติมได้อีก



อีกสูตร

หั่นไก่เป็นชิ้นๆแล้วต้มน้ำมากๆ
ทุบกระเทียมใส่ลงไป+เกลือชูรสถ้าติด
คอยช้อนฟองออกจนหมดลดไฟลง
เคี่ยวจนคิดว่าไก่เปื่อยพอกับความต้องการของเรา
ตักส่วนที่เป็นอกไก่น่องไก่ออก
ซาวข้าวแล้วแช่ไว้สักสิบนาที
ตั้งหม้อสำหรับหุงข้าวใส่น้ำมันพืชลงไป
ทุปกระเทียมนิดหน่อยลงไปเจียวเหลืองหอม
ลินน้ำที่เเช่ข้าวออกเอาข้าวใส่ลงไปพัดจนข้าวขึ้นเงา
แล้วเติมน้ำต้มไก่ที่ต้มลงไปตามส่วนข้าว1แก้วน้ำสองแก้ว
อันนี้ก็แล้วแต่เคยหุงกันนะค้ะพอใกล้น้ำแห้งลดไปลงจนสุก
น้ำต้มไก่ที่ยังมีโครงไก่หั่นเป็นชิ้นก็ต้มไฟอ่อนๆใส่
ต้นตั้งโอ๋หั่นใส่ลงไป ถ้ามีมะนาวดองก็ใส่ไม่มีก็บีบน้ำมะนาวเวลาตักใส่ถ้วย
น้ำจิ้มมาลีมาลาหั่นพริกขี้หนูและกระเทียมใส่ซีอิ้วหวานผสม
อีกแบบตำขิงให้ละเอียดแล้วตักมาผสมกับพริกขี้หนูกระทียมสับใส่น้ำส้มเล็กน้อยคนให้เข้ากัน
แค่นี้แหละค่ะ ของมาลีมาลา อย่าลืมต้นหอมและแตงกวาสำหรับแกล้มนะคะ


อีกสูตร
น้ำจิ้ม...

เต้าเจี้ยว...บด (ละเอียด)...และ...ละลายในน้ำร้อน...ทิ้งไว้ก่อนถ้วยนึง (ปริมาณเท่าที่เราตั้งใจทำกินแหละครับ)...
สับพริกขี้หนู...กระเทียม...ขิง...รอไว้...
ได้ของครบ...
ต้มน้ำเต้าเจี๊ยวที่บดและผสมไว้...ใส่...พริก...กระเทียม...ขิง...ที่สับรอไว้ตามลงไป...
ที่เหลือปรุงแต่งเอาตามใจ...น้ำตาล...น้ำปลา...พริก...กระเทียม...ขิง...ขาดเหลืออะไร...ก็ใส่..ก็เติมไปครับตามใจชอบ)...
ปรุงแล้ว..ปรับแล้ว...เมื่อได้ดั่งใจก็ยกออกจากเตา...พักทิ้งไว้...
...

ส่วนไก่...จะต้มก็ได้...
แต่...
ถ้าจะให้ดี...และ...มีอุปกรณ์พร้อม...นึ่งดีกว่าครับ...
...

วิธีนึ่งไก่...(นึ่งไก่ทั้งตัว)..
ควรเอาช้อนกาแฟหรือซ่อมกินเค๊กหรือผลไม้เสียบตูดไก่ไว้...
...

เพราะ...
ไก่จะได้สุกทั่วถึง...ทั้งข้างนอกข้างใน...
...

ส่วนมันไก่ที่ได้จากการนึ่ง...
ตักมาใช้เป็นน้ำมันคั่วข้าวดิบ (ก่อนเอาไปหุง...ตามที่คุณซอโรว์แนะนำไว้นั่นแหล่ะครับ...จะใส่ข้าวเหนียวปนก็ได้...ไม่ใส่ก็ได้..แล้วแต่รสนิยม)...
...

ประมาณนี้แหละครับ...
...

อ้อ...
กระเทียม...ถ้าชอบก็ทอดกรอบไว้โรยก็ไม่ผิดกติกา...หรือ...จะผัดพร้อมข้าวดิบ (ก่อนเอาไปหุงเป็นข้าวมันไก่) ก็เคยเห็นครับ...
...

********
การทำไก่ย่าง


ใส่ถุงแช่เย็นหมักด้วย เกลือ พริกไท น้ำตาล น้ำอ้อย นี่เป็นวัตถุดิบและเครื่องปรุงหมักหลักๆ
อยากให้หอมรสแซบ เพิ่มกระเทียม และผงกะหรีเหลือง
อยาให้รสหวานมัน ลงเพิ่มนมขาดมันเนย เพิ่มหวานกลมกล่อมใช้น้ำตาลสดจากต้นตาล
อยากให้เนื้อนิ่มเพิ่มน้ำสับปะรด
>>>>>>>>>

เครื่องปรุงสำหรับหมักไก่ย่างวิเชียร
เครื่องหมักไก่ มี
1.หอมแดงสับละเอียด
2.กระเทียบสับละเอียด
3.ซีอิ้้วขาว
4.ผงปรุงรสแบบผง(ไม่เอ่ยชื่อแต่น่าจะรู้กัน)
5.เกลือป่น
6.พริกไท
7.ซอสหอยนางรม
8.รากผักชี
9.ตะไคร้(อันนี้แล้วแต่ครับผมไม่ใส่ครับ)
ส่วนปริมาณกะๆเอาครับ


..ของผมเคยไปทานของลุงโอไก่ย่าง นปช.รังสิตคลองสามแกให้สูตรฟรีทุกคนคร้าบคล้ายๆของพี่ ข้อ 1กะ ข้อ9ไม่ใส่ เพิ่ม เมล็ดผักชี กะรสดีไก่ แล้วก็ น้ำมันงา พริกไทยดำ แค่นั้นครับสำคัญตอนหมักต้องนวดแรงๆให้เข้าเนื้อแล้วห่อใส่ถุงแล้วเอาน้ำแข็งบดทับทิ้งข้างคืน เช้าย่างทาเนยเหลือง...จบ....ผมทำกินที่บ้านประจำ หากผ่านไปก็แวะซื้อมาเช็ครสชาติ

>>>>>>>>
ไม่ต้องใส่น้ำตาล/สีแดง/เหลืองอะไรเลยครับ// เครื่องเทศ(เครื่องหมัก) ที่นึกได้นั่นแหละ

แต่ ต้องใจเย็นๆนะครับ

ครับคำว่า ใจเย็นๆ หมายถึงอะไร

>>>>
เอาแบบง่ายๆ...ไก่หั่นตามต้องการ+เกลือป่น+น้ำตาลปี๊บ(อย่าใส่มากเวลาย่างมันจะไหม้)
+รากผักชีโขลก+กระเทียมโขลก ชิมรสตามชอบ คลุกให้เข้ากันเสร็จแล้วเอาเข้าตู้เย็นทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง
เอามาปิ้ง ย่าง อบ ตามสะดวก อย่าลืมนิ่งข้าวเหนียวด้วย
ปล.ข้าวเหนียวควรแช่น้ำก่อนนึ่งประมาณ 1 ชั่วโมงหรือมากกว่าข้าวจะนึ่งสุกง่ายและนุ่ม
>>>>>>>

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

การดูแลไม้หอม

โดย riddle ประชาทอล๋ค

...



Uploaded with ImageShack.us


มณฑา ไม่ชอบ แดดจัดอะครับ ดินต้องร่วน และ น้ำไม่ขัง ทั่วไป รดน้ำเช้า เย็น แต่หน้าฝน ต้องคอยสังเกตุ หน้าดิน....

ผมปลูก ลงดิน มาถึงตอนนี้ 18 ปี ต้นสูงรับแดดเต็มๆ กว่า 5 เมตร ไม่สูงมากเพราะคอยตัด....ดอกหอมชื่นใจ แต่ไม่แรงครับ จุดเด่น คือ ดอกใหญ่มากๆ

ส่วนยี่หุบ ดอกคล้ายมณฑา แต่สีจะออกเหลืองขาว(มณฑาจะเหลืองเข้ม) ยี่หุบดอกจะหอมแรงกว่า ชื่นใจเช่นกัน
บางตำรา บอกหอมเช้า บางตำราบอกหอมตอนเย็น แต่เท่าที่ติดตามมา ก็งง ครับ เพราะ มันหอมทั้งเช้า สาย และ ค่ำ แต่เช้ามืดจะหอมมาก
ยี่หุบ ต้นจะเล็กกว่า สามารถลงกระถางได้ ที่บ้านทั้งลงดินและกระถางกว่า 15 ต้น
สำหรับยี่หุบ มีบางตำรา ก็จะเรียกว่า มณฑา ซึ่งยี่หุบนี้หละครับ ที่ไม่ชอบแดด พอเจอใบจะไหม้ และ ไม่ค่อยออกดอก

ทั้งยี่หุบและมณฑา ชอบดินร่วน น้ำไม่ขัง เมื่อมณฑารับแดดเต็ม การรดน้ำเช้าเย็นเป็นสิ่งจำเป็น และให้ปุ๋ยสูตรเท่าก็พอครับ แบบเล็กน้อย ส่วนปุ๋ยคอก แนะนำ เดือนละครั้ง ก็พอ
เพราะไม้ไทยเหล่านี้ ชอบน้ำ แต่ไม่ขัง ที่สำคัญกลัวเชื้อรา
ปุ๋ยคอก คือ ตัวนำเชื้อรา
ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทำให้ดินแข็ง น้ำขัง
ผมเลิกใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ไปนานแล้วครับ ทุกวันนี้ นำเศษใบไม้ ที่ตัด หรือ ร่วง มาคลุมผิวดินโคนต้น แม้เป็นไม้กระถาง จากนั้นใช้น้ำหมักจุลินทรีย์....
ไม่ได้หมักเองนะครับ ซื้อเอามาราดส้วม และ แบ่งเอามาผสมน้ำรดต้นไม้รอบบ้าน สัปดาห์ละครั้ง
และอย่าลืม คอยนำปูนขาว น้อยๆ มาโรยสักเดือนหรือสองเดือนครั้งก็จะดีครับ เผื่อดินเป็นกรดมากไป

ส่วนที่ว่าตายนั้น ส่วนมากเกิดจาก 2 กลุ่ม คือ โรค กับ สัตว์

-เชื้อรา โดยเฉพาะ การลงกระถาง เมื่อเชื่อว่า ไม่ชอบแดด และ รดน้ำมาก น้ำจะขัง ไม่นานครับ รากเน่า หรือ เชื้อรา ผมเคยขุดรากมาดู เป็นคราบสีขาวเกาะรากเต็มไปหมด
การแก้ไข ผมก็พรวนดิน ไม่ให้น้ำขัง แต่นักวิชาการ จะแนะนำให้ใช้ยาฆ่าเชื้อราครับ เพียงแต่ผมไม่นิยมสารเคมี
ฤดูฝน ต้องระวังการให้น้ำ

หนูกัดราก/ปลวกกัดราก/มดทำรังกัดราก
ตรงนี้ต้องคอยสังเกตุหน้าดินเช่นกันครับ ไม้ใหญ่ของผม เจอ 3 ตัวนี้ ล้มหรือแห้งตายบ่อยๆ ครับ

อยากแนะนำ ถ้าไม่มีที่ และต้องปลูกลงกระถาง แนะนำ ยี่หุบ ครับ

ส่วนถ้ามีที่ และต้องลงดิน ไม่ว่าจะมณฑาหรือยี่หุบ แนะนำให้ปลูกในด้านที่รับแดดเช้าครับ
แต่ถ้าเป็นกลางแจ้ง ต้องให้ร่มเงาเขาระยะหนึ่ง จึงค่อยปล่อยให้รับแดด แต่ต้องน้ำถึง เช้าเย็นครับ

*tips เล็กๆ ของการปลูกต้นไม้กระถาง*

มีหลายๆท่าน ที่ลืมนึกถึงเรื่องนี้ สำหรับการปลูกไม้กระถาง หรือ กล้วยไม้ คือ ชอบเคลื่อนย้าย

เนื่องจากย้ายง่าย ดังนั้น มักถูกย้าย ไม้ของท่านจะต้องคอยปรับตัวใหม่ตลอดเวลา....ดังนั้น เขาจะช็อคครับ....โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่า....

ส่วนไม้ไทย ดอกหอม ต้องศึกษาว่า เขาออกดอกฤดูไหน ก่อนถึงฤดูออกดอก เมื่อฟูมฟักให้ต้นสมบูรณ์ ให้อดน้ำสักระยะ แต่ต้องดูแลใกล้ชิดนะครับ เดี๋ยวจะเดี๊ยงก่อน
เมื่อใบเริ่มเหี่ยวแต่ยังสด ให้รดน้ำได้เลยครับ รับรอง ดอกตรึม แบบประยงค์ที่บ้านตอนนี้ ดอกเต็มเหลืองอร่าม หอมชื่นใจเลยครับ

ส่วนนมแมว ไม่แนะนำให้ปลูกนะครับ ดอกเดียว มันหอม แต่พอปลูกแล้วเลื้อยเต็มบ้าน มันกลับ เหม็นครับ....จนข้างบ้านเขามาขอร้องให้ตัดทิ้ง
ทุกวันนี้ ตัดแล้วตัดอีกเขาก็ดื้อ เผลอเป็นเลื้อยเต็มบ้านครับ

ถ้าจะปลูก นมแมว ขอแนะนำ จำปูน ครับ แม้ดอกเล็กแต่หอมชื่นใจ ที่บ้านปลูกไว้ตอนนี้ สิบกว่าต้น ไม้พุ่มครับ หอมตอนเย็น ออกดอกช่วงนี้อะครับ
การปลูก เหมือนยี่หุบครับ เขาไม่ชอบแดด

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การทำขาหมู+ไส้กรอก*แฮมฯเยอรมัน



...

ตำราทำขาหมูกรอบมิวนิค..
โดย ป้าพลอย เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม 2011
http://www.tfn5.info/board/index.php?PHPSESSID=e5915fce5b0e783f570ec8452303481a&topic=32773.0

คุณลุงวู๊ดดี๊ คะป้าพลอยได้ไปค้นหาตำราทำขาหมูกรอบให้แล้วนะคะ
เป็นต้นตำรับจากเมืองมิวนิคคะ
München Schweinehaxebraten oder Grillen
2-3 Schweinehaxe ขาหมู 2-3 ขา
Salz เกลือป่น
Pfeffer พริกไทย
Zwiebeln หอมใหญ่
Karotten แคร์รอด
Bier เบียร 1 กระป๋อง
Sellerri หัวแซลเลอร์รี่
วิธีทำ
ขา ทั้งหมดเอามาล้างให้สะอาด จากนั้นโรยเกลือป่นไปรอบๆขาหมู
จากนั้นโรยพริกไทยป่น รอบๆขาหมูเช่นกัน
หลังนี้เตรียมถาดสำหรับอบขาหมู โดยทาน้ำมันในถาดเล็กน้อย
แล้วจึงผ่าซีกหอมใหญ่ ซึ่งใช้ในราว 2 หัวคะ แคร์รอดผ่าซีก 2 หัว
และหัวแซลเลอร์รี่ (ถ้าไม่มีก็เอารากผักชีก็ได้นะคะ)
จากนั้นเอาของทั้งหมดวางลงในถาด ที่เตรียมอบ แล้วจึงวางขาหมูลงไป
ไฟอบเปิดก่อนอบใว้ 220 องศา อบ 1 ชั่วโมงกับ 30 นาที
หลังจากอบ 20 นาทีไปแล้ว นำเอาเบียร์ค่อยๆราดบนขาหมู
(คุณลุงวู๊ดดี๊ คุณลุงปีเปอร์ฝากมาบอกว่า เบียร์ราดขาหมูนั้น ใช้พู่กัน ดีกว่าประหยัดเบียร์ไม่ให้หก คือใช้พู่กันจุ่มในเบียร์แล้วเอาไปป้ายที่ขาหมูให้ชุ่ม ทำเว้นระยะ ) ทำอย่างนั้น จนกว่าเบียร์จะแทรกหนังที่แห้งๆ แล้วพองด้วยกดของเบียร์นะคะ ให้ทั่ว แล้วอบต่อไป หลังจาก 20 นาที ก็เอาเบียร์ราดบนขาหมูทำเหมือนครั้งแรก และทำอย่างนี้จนกว่าขาหมูจะพองกรอบเหลือง
เหมือนของ กรุงมิวนิคคะ เบียร์พยายามอย่าใส่ทีเดียวมากๆ เดี๋ยว
หมูจะลอยน้ำนะคะราดพอประมาณ
สำหรับใช้ไฟย่าง ก็ทำตามแบบอบ แต่ไม่ต้องใช้ผัก การย่างไฟ
อย่าใช้ไฟแรงเกินไป เดี๋ยวขาหมูจะกลายเป็นขาชาวแอฟริกัน
ฉะนั้น ต้องใช้ไฟอ่อนๆอดทนอย่าใจร้อน และราดเบียร์ที่ละน้อย
จนกว่าขาหมูจะพองและกรอบ
ขอให้ทานกันให้อร่อยๆนะคะคุณลุงวู๊ดดี๊ ได้ผลอย่างไรอย่าลืม
เข้ามาบอกป้าพลอยด้วยคะ


วิธีทำแตงกวาดอง
ทำง่ายนิดเดียวคุณ คุณตั้งน้ำในเตาสักครึ่งหม้อแล้วน้ำเอาน้ำส้มใส่ลงไป เกลือนิดหน่อย น้ำตาลนิดหน่อย แล้วชิมดูว่าออก3 รสหรือเปล่า? หากชอบเปรียวต้องให้น้ำที่จดองนี้ออกรสเปรี้ยวอย่างคุณต้องการ จากนั้นคูณก็เอารากผักชีหรือต้นผักชี อะไรก็ได้ที่มันจะทำให้มีกลิ่นหอม ใส่ลงไปที่ขวดสำหรับดอง แล้วเอาแตงกวาคัดเอาลูกเล็กๆ อัดใส่ขวด

จากนั้นน้ำที่ผสมได้รสแล้วต้องต้มให้เดือด แล้วนำเอาไปเทลงในขวดที่อัด
แตงกวา จากนั้นตั้งน้ำอีกครั้งเอาขวดแตงกวาลงไปต้มน้ำ้ต้องท่วมขวดนะ
ต้มจนกว่าแตงกวาจะเปลี่ยนสีออกเป็นเหลืองๆ แต่อย่าให้เหลืองมากแตงกวาจะไม่กรอบ แล้วนำเอาออกจากน้ำต้มมาวางบนพื้นโดยคว่ำเอาที่เปิดอยู่ใต้ล่าง เพราะจะทำให้อากาศไม่เข้าว่าฝาปิดสนิท จะได้ไม่เสียงาย ป้าพลอยดองเองแทบทุกปีจ้า


วิธีทำกระหล่ำปลีดอง
ชื่อเยอรมันว่า Sauerkraut ที่ต้องกินกับขาหมูอบหรือขาหมูย่างคุณนำกระหล่ำปลีหัวแน่นๆหน่อยสักสองสามหัว ล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นชิ้นเล็กๆฝอยๆอย่าให้หนานะ เมื่อหั่นกระหล่ำปลีเสร็จแล้ว เอาเกลือป่นโรยไปในกระหล่ำที่หั่นเคล้าให้เข้าเกลือ เกลืออย่าใส่มากนะเดี๋ยวมันจะเค็มใส่ โรยบางๆหลังจากชิมรส ออกรสเค็มเล็กน้อย จากนั้นคุณล้างขวดโหลให้สะอาด แล้วนำเอากระหล่ำปลีที่ผสมเกลือนี้อัดในขวดโหลให้แน่นเอี๊ยดเลย
แล้วปิดฝา แล้วนำเอาไปใว้ยังที่อากาศถ่ายเทไม่ร้อนมาก เอาภาชนะปิดไม่ให้มีแสงสว่าง นำเอาการะมังหรือจานรองก้นขวดโหลกันน้ำที่อาจไหลออกจากขวด

Sauerkraut ใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ Sauerkraut เริ่มเปรี้ยว
แล้ว คุณลองเปิดดูในช่วงอาทิตย์หนึ่งผ่านไปว่ากระหล่ำดองนี้ มีรสออกเปรี้ยวหรือยัง

ในประเทศไทยอากาศร้อนอาจเปรี้ยวเร็วคะ หากมีรสเปรี้ยวใช้ได้แล้ว อย่าปล่อยให้เปรี้ยวจัดไม่อร่อย
วิธีปรุง Sauerkraut นำเอาหอมใหญ่สองหัว มาหั่นเป็นชิ้นละเอียด แล้วตั้งหม้อ
เอาน้ำมันพืชใส่ลงไป เมื่อน้ำมันร้อนนำเอาหอมใหญ่ลงไปผัดให้เหลือง จากนั้นนำเอากระหล่ำดองใส่ลงไปผัดอย่าใช้ไฟแรง น้ำของกระหล่ำดองใส่ลงไปด้วย

จากนั้นใส่ ก้อนผงคนอร์ ลงไปหรือจะใส่เกลือลงไปก็ได้ แต่หากใส่คนอร์ก้อนลงไปจะมีรสกว่าเกลือ
ลองชิมดูอย่าให้รสเค็มนะ ต้องอยู่ในระยะไม่เปรี้ยวจัด ไม่เค็มจัดกำลังดี แล้วจึง
รับประทานกับขาหมูย่าง หรือ อบ ธรรมดาแล้วในช่วงนี้เป็นช่วง
ฤดูกาลรับประทาน Sauerkraut ในเยอรมนี เขาจะมีครบวงจร คือมีใส้กรอกเลือด
ใส้กรอกหมู หมูชิ้นงามๆที่ต้มสุกแล้ว ใส้กรอกตับ และขาหมูต้มสุกแล้วและก็Sauerkraut เสริฟร้อนๆมาในจานใหญ่
โอยโคตรอร่อยสุดๆจ้า น้ำลายไหล จากนั้นมีเบียร์เย็นๆฟองเต็มแก้ว
เท่านี้ก็สุดยอดการรับประทาน Sauerkraut แล้วจ้า

************
วันนี้นำเอาตำราทำใส้กรอกสูตรเยอรมนีมาให้ลองทำรับประทานกัน แถมท้ายด้วยตำราทำ
แฮมเบอร์เกอร์แบบสูตรเยอรมนีคะ:



เครื่องประกอบใส้กรอก Frisch Bratwurt ชนิดธรรมดา
1หมูบด 500 กรัม (ขั้นทดลองก่อน)
2 เกลือป่น 1 ช้อนชา
3 พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
4 กระเทียมตำละเอียด 1/2 ช้อนโต๊ะ
5 เครื่องเทศฝรั่งเศส หากไม่มีใช้รากผักชีตำละเอียดแล้วแต่จะใส่
6 ใส้หมูล้างสะอาด
ิวิธีทำ:
นำเอาหมูลงในชามใหญ่ แล้วนำเกลือพริกไทย กระเทียม รากผักชีลงไปเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้น นำเอาขวดพาสติกตัดด้านตรงกลางออก แล้วนำใส้หมูสวมปากขวดเล็กๆนั้น
มัดใส้หมูให้แน่นกับปากขวด จึงน้ำหมูบดที่ผสมอัดให้แรงๆดันให้เข้าใส้ หลังจากเนื้อ
หมูบดอยูในลำใส้หมูแล้ว ค่อยๆรีดเลื่อนหมูให้ถึงสุดความยาวของใส้ ต้องมัดท้ายใส้ในแน่น
กันหมูทะลักออกนะ เมื่ออัดหมูจนหมดแล้ว ถอดใส้หมูที่มัดใว้กับปากขวดมัดให้แน่น
แล้วกะระยะความยาวของใส้กรอกพอประมาณ แล้วจับใส้กรอกหมุนเป็นตอนๆไม่ให้ติดกัน
ใส้กรอกเยอรมนีไม่หนาเหมือนใส้กรอกอีสาน รูปร่างยาวกลมๆนะคะ เวลานำเอามาทอด
หรือย่าง ต้องใช้ไฟอ่อนๆนะคะ หากไฟแรงใส้จะแตกคะ

อีกใส้กรอกอีกชนิดหนึ่ง คือใส้กรอกอย่างละเอียดที่สีขาวๆ
วิธีทำคล้ายกันรวมทั้งเครื่องผสมแล้วใช้เครื่องปั่นปั่นจนละเอียดเป็นสีขาว
หลังจากนั้นนำใส้กรอกไปอัดในใส้หมู จากนั้นนำเอาใส้กรอกนี้
นำเอาไปต้มในน้ำอุ่นๆให้สุก อย่าร้อนจัดเป็นอันขาดใส้จะแตก
เมื่อสุกแล้วนำมาย่างหรือทอดรับประทานคะ



************



ตำราสุดท้ายคือตำราทำแฮมเบอร์เกอร์สูตรเยอรมนี Fleischkuehle
เครื่องประกอบ:
1 หมูบด 500 กรัม
2 หอมใหญ่สับละเอียด 1 หัว
3 กระเทียมตำละเอียด1/2 ช้อนโต๊ะ
4 เห็ดฟางสดสับหยาบๆ 5 ดอก ในเยอรมนีใช้เห็ดสดชำปิงยอง
5 แคร์รอดฝนละเอียดยาวๆ 2 หัว
6 เกลือหรือผงคนอร์ 1 1/2 ก้อน ถ้าใส่เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
7 ไข่ไก่ 3 ฟอง
8 ผงขนมปังป่นอย่างละเอียด 1 ถ้วยกาแฟ
9 ถั่วฝักยาวหั่นละเอียดเหมือนใส่ผสมทอดมัน 10 ฝัก เพราะถั่วจะมีรสกรุ๊ปอร่อย

วิธีผสม:

นำเอาหมูบดลงไปในอ่างใหญ่พอสมควร จากนั้นหอมสับ กระเทียมสับ แล้วเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้นตามด้วยแคร์รอด เห็ดสับ ถั่วฝักยาว เคล้าผสมให้เข้ากัน จึงใส่เกลือหรือผงคนอร์ลงไป
แล้วเคล้าผสมให้ทั่ว จากนั้นตีไข่ใส่ลงไปแล้วเคล้าให้ทั่ว เมื่อใส่ไข่ลงไปเนื้อหมูจะเหลว จึงใส่
ขนมปังป่นลงไปแล้วเคล้าให้ขนมปังอมความเหลวนั้น ลองนำเอามาปั้นเป็นชิ้นกลมๆ หาก
เนื้อหมูยังเหลวมาก เติมขนมปังป่นลงไปอีกเล็กน้อย

จากนั้นนำเอากระทะตั้งไฟอ่อนๆนำเอาหมูใส่ลงในกระทะช้อนหนึ่งแล้วปล่อยสุก
ลองชิมรสว่าออกเค็มที่ต้องการหรือเปล่าหากยังจืดต้องใส่ผงคนอร์ลงไปแล้วเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้นปั้นเป็นชิ้นเหมือนแฮมเบอร์เกอร์ แล้วนำเอาไปทอดในกระทะ
ใส่น้ำมันในกระทะเล็กน้อยอย่าทอดไฟแรงจะไหม้ หมูแฮมนี้จะออกเหลวนิดๆ
ตอนที่ยังไม่ทอด พอเอาลงไปทอดในกระทะจะนิ่มน่ารับประทานมาก ทานกับขนมปังหรือข้าว
อร่อยมากคะ ขอให้ลองทำในช่วงปีใหม่แล้วจะได้อาหารที่ถูกใจจ้า
ปล. ป้าพลอยอาจไม่เข้ามาโพสต์แล้วนะ จะกลับไปที่ TFN เหมือนเดิม
เข้ามาเที่ยวที่นี่แล้วก็ต้องกลับบ้านที่อยู่ ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาตอบคะ

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ชุบชีวิต "เครื่องครัว-เฟอร์นิเจอร์ จากน้ำท่วม

เครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้า

เครื่องครัวเป็นสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษเพราะสำคัญกับการกินอยู่ โดยพวกเครื่องครัวที่เป็นเครื่องแก้ว, เครื่องกระเบื้อง, พลาสติก, เมลามีน โดยเฉพาะแก้วน้ำและจานชามใส่อาหาร

ให้ผสมคลอรีน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำร้อน 1 แกลลอน ใส่ลงในภาชนะแล้วนำสิ่งของเหล่านั้นแช่เอาไว้อย่างน้อย 10 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อต่าง ๆ

จากนั้นนำขึ้นจากน้ำไปพึ่งแดดให้แห้ง 1 รอบ ก่อนนำกลับมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญอย่าใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง แต่ควรทิ้งให้ถ้วยจานเหล่านั้นแห้งเอง

ส่วนเครื่องครัวที่เป็นเครื่องเงิน, เครื่องโลหะต่าง ๆ เช่น ช้อน, ส้อม, มีด, หม้อ, กระทะ ไม่ควรใช้คลอรีนเนื่องจากอาจทำปฏิกิริยากับโลหะหลาย ๆ ชนิดจะทำให้สีเปลี่ยนไป แนะนำให้นำไปต้มในน้ำเดือดอย่างน้อยเป็นเวลา 10 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วใช้น้ำยาทำความสะอาดที่สามารถฆ่าเชื้อได้แช่ไว้ ที่สำคัญน้ำยาที่ใช้จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อคน เช่น ห้ามใช้โซดาไฟ กรณีที่เป็นเครื่องครัวขอแนะนำให้ใช้น้ำยาล้างจานที่มีส่วนผสมของสารชีวภาพเอนไซม์ ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคและไม่เป็นอันตราย แล้วนำมาทำความสะอาดอีกครั้งหลังจากการต้มในน้ำร้อน

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะนำกลับไปใช้งาน

มิฉะนั้นอาจเกิดไฟฟ้าชอร์ตเอาได้ หรืออาจก่อความเสียหายให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า

การทำความสะอาด, การขจัดคราบสกปรก และการกำจัดกลิ่นของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, เครื่องซักผ้า, เครื่องล้างจาน, เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ เราอาจทำความสะอาดภายนอกตัวเครื่องได้เอง

แต่จำเป็นต้องให้ช่างมาตรวจเช็กดูข้างใน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการต่อสายดินเพื่อป้องกันไฟดูด ไฟชอร์ต เมื่อถูกน้ำท่วมไปแล้วอาจมีสิ่งสกปรกหรือโคลนเข้าไปอุดตันอาจทำให้สายดินไม่สามารถทำงานได้ ควรจะให้ช่างมาตรวจเช็กก่อนการใช้งาน มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายได้

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งของเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่อาจต้องทำความสะอาดด้วย เช่น สิ่งของเครื่องใช้ที่ทำจากผ้า โดยเฉพาะเสื้อผ้าต้องรีบนำมาซักทำความสะอาดฆ่าเชื้อโดยเร็วก่อนที่จะขึ้นรา ให้ซักด้วยน้ำร้อน แล้วตากแดดให้แห้ง

หนังสือเปียก

สำหรับเอกสารสำคัญ, ภาพถ่าย, และหนังสือที่เปียกน้ำ ในขั้นแรกให้ล้างเอาสิ่งสกปรกออกอย่างระมัดระวัง แล้วเก็บใส่ไว้ในถุงพลาสติก จากนั้นให้นำไปแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นชนิดที่เป็นแบบไม่มีน้ำแข็งเกาะ เพื่อป้องกันการขึ้นรา และเมื่อมีเวลาที่จะทำความสะอาดให้นำออกมาจากตู้เย็นให้ละลาย แล้วค่อยปล่อยให้แห้งอย่างช้า ๆ บางครั้งการทำความสะอาดของเหล่านี้อาจต้องใช้คนที่เป็นมืออาชีพเช่นกัน

และยังมีของหลายสิ่งที่เมื่อแช่อยู่ในน้ำแล้ว ไม่คุ้มค่าความเสี่ยงในการนำกลับมาใช้งาน ควรตัดใจกำจัดทิ้งไป เช่น ที่นอนฟูก, หมอน, ของเล่นเด็กตุ๊กตา ฯลฯ ที่สำคัญโปรดกรุณาอย่านำไปบริจาคให้ผู้ด้อยโอกาส เพราะจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว

ทั้งหมดนี้คือสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำหลังจากน้ำลด เพื่อให้บ้านกลับคืนสภาพให้เร็วที่สุด หรือใครที่อยากจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ก็ถือโอกาสนี้ทำได้เลย...

เฟอร์นิเจอร์ไม้

นายพิริยะ บุญกิตติวัฒนา กรรมการผู้จัดการกลุ่มโรงงานในเครือบริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด เปิดเผยว่า เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้หากทำจากไม้จริง (solid wood) ให้ทำความสะอาดคราบสกปรก ตะไคร่น้ำ โดยใช้แปรงขนอ่อนชุบด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจาน จากนั้นเช็ดให้แห้ง และวางไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อไม้คลายความชื้นออกไป ห้ามนำเฟอร์นิเจอร์ไม้ตากแดดโดยเด็ดขาด เพราะไม้อาจแตกหรือคดงอได้

เมื่อความชื้นหมดแล้ว อาจใช้สีหรือแล็กเกอร์ทาเพิ่มเติม เพื่อความเงางามขึ้นก็ได้ (วิธีการทดสอบความชื้นแบบง่าย ๆ ใช้แผ่นพลาสติกขนาดพอประมาณ ใช้เทปกาวแปะติดผิวบนเฟอร์นิเจอร์ ทิ้งไว้ 1-2 วัน สังเกตหากมีไอน้ำขึ้นที่พลาสติกแสดงว่ายังคงมีความชื้นหลงเหลืออยู่) หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากชิ้นไม้อัด (particle board) ในกรณีที่โดนความชื้นจากน้ำเพียงเล็กน้อยอาจนำมาวางในที่ร่มเพื่อไล่ความชื้น หากกังวลเรื่องการเกิดเชื้อราหรือกลิ่นอับ อาจใช้ Nonoclean by Nanoyo ฉีดพ่นเพื่อลดการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ แต่หากน้ำปริมาณมากท่วมเฟอร์นิเจอร์เป็นเวลานานไม้จะบวมและยุ่ย เสียความแข็งแรง แนะนำว่าควรต้องทิ้งไป

เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากโลหะ

โลหะมีทั้งประเภทที่เป็นสนิม เหล็ก, ทองแดง, ทองเหลือง เป็นต้น และประเภทปลอดสนิม เช่น สเตนเลส อะลูมิเนียม หากถูกความชื้นสูงหรือแช่น้ำเป็นเวลานานจะทำให้เกิดสนิมหรือเป็นคราบหมองได้ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือใช้แปรงขนนุ่มขัดสนิมออก โดยอาจใช้น้ำยาขัดสนิมเพื่อทุ่นแรงในการขัดถูได้ดีกว่าเช็ดล้างทำความสะอาด อย่าให้มีรอยเปื้อนค้างอยู่

จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งสนิทดีแล้ว ป้องกันการเกิดสนิมอีกขั้นด้วยการทาสีทับ ซึ่งจะช่วยทำให้เฟอร์นิเจอร์ดูใหม่ขึ้น หากเป็นโลหะประเภท

สเตนเลสซึ่งปลอดสนิมใช้แค่แปรงขนนุ่มชุบด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ เช็ดทำความสะอาด สำหรับบานพับ ลูกบิด และรูกุญแจ ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากโลหะให้เช็ดให้แห้งสนิท ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด ใช้พวกน้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อและรูต่าง ๆ ให้ทั่ว ห้ามใช้จาระบีหรือพวกขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้จะทำให้ฝังอยู่ข้างในและจะเป็นปัญหาในภายหลัง

เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากหนัง

ใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เทลงบนแปรงขนนุ่มหรือผ้าที่เปียกหมาด ๆ ทำให้เกิดฟองเล็กน้อย นำไปเช็ดถูเครื่องหนังที่ต้องการทำความสะอาด โดยอย่าให้เปียกน้ำมากเกินไป เช็ดฟองสบู่ออก ด้วยผ้าที่เปียกหมาด ๆ อีกผืน จากนั้นใช้ผ้าขนหนูแห้งเช็ดอีกครั้ง และอาจใช้น้ำยา แวกซ์ หรือครีมบำรุงรักษาเพิ่มความเงางามอีกครั้ง ไม่ควรนำเฟอร์นิเจอร์หนังไปตากแดดเพราะอาจทำให้หนังแตกและสีซีดจางได้

เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของผ้า

หากโดนน้ำขังเป็นเวลานาน ๆ จะสกปรกมีคราบเลอะ อาจก่อให้เกิดเชื้อโรคสะสมและมีกลิ่นเหม็นอับ

หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถแกะมาทำความสะอาดได้ก็สามารถนำออกมาล้างน้ำทำความสะอาด และตากให้แห้งสนิท ถ้าเป็นแบบสำเร็จรูปที่ไม่สามารถแกะมาได้ควรทิ้งในทันที เพราะหากนำมาใช้จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และมีผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้งานได้

แต่ในกรณีที่เกิดรอยเปื้อนเพียงเล็กน้อยอาจหาผ้ามาหุ้มใหม่ได้ และหากต้องการยับยั้งการเกิดเชื้อราและลดกลิ่นอับของผ้า .........(อันนี้ต้นฉบับบอกชื่อผลิตภัณฑ์
เอาไว้ แต่ลบทิ้งไป)


www.prachachat.net/news_detail.php?news ... catid=1200

****************
และอยากจะบอกบอกว่า ใช้ น้ำ EM แช่ผ้าเพื่อขจัดกลิ่นอับได้
หรือถ้าทำใจไม่ได้ ให้ใช้นมเปรี้ยว 1 ชต. ต่อน้ำ 5 ลิตร
หรือโยเกิร์ต รสธรรมชาติ 1 ชต. ต่อน้ำ 10 ลิตร
แล้วแช่ ไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง เอาขึ้นตาก (ไม่จำเป็นต้องถูกแดดตรงๆ)

ทั้งนี้ ห้ามซักซ้ำ ด้วยผงซักฟอกใดๆ และห้าม ใส่ น้ำยาปรับนุ่ม หรือปรับกลิ่น

rosette
http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=17028&sid=bb8d15fee070794edf90d38522904571

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การนับคะแนนเทนนิส

...
ตอบยาวๆ หรือสั้นๆ ดี........งั้นเอาประวัติแบบยาวๆ แล้วกัน

วิธีการนับแต้มเทนนิสในสมัยก่อนที่ใช้นาฬิกาซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังผู้แข่งขัน เป็นตัวบอกคะแนน โดยจะหมุนนาฬิกาทีละเศษ 1 ส่วน 4 ของหน้าปัดเพื่อให้ดูง่ายๆ ดังนั้น วิธีการนับแต้มจึงเพิ่มทีละ15 แต้ม เป็น 15 30 45 และ 60 ซึ่งหมายถึงจบเกมหากฝ่ายไหนถึง 60 ก่อนก็ได้เกมนั้นไป

ต่อมาปี 1875 สโมสร Marylebone Cricket Club (MCC) ในอังกฤษซึ่งดูแลเรื่องการออกกฎกติกาเทนนิสสมัยใหม่ได้เปลี่ยวิธีการขานแต้ม ใหม่เป็น 15 30 40 แล้วก็ เกม ทั้งนี้ เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะต้องการช่วยให้กรรมการออกเสียงได้ง่ายขึ้นเพราะใน ภาษาอังกฤษ 15 30 40 จะออกเสียงว่า ‘ฟิฟทีน’ ‘เธอร์ตี’ ‘ฟอร์ตี’ แต่หากใช้แต้มสุดท้ายเป็น 45 กรรมการก็ต้องออกเสียงว่า ‘ฟอร์ตีไฟว์’ ซึ่งค่อนข้างยาวและออกเสียงลำบากจึงย่อให้เหลือแค่ ‘ฟอร์ตี’ นั่นเอง

นอกจากวิธีการนับคะแนนที่พิสดารไม่เหมือนกีฬาอื่นๆ แล้วคอเทนนิสทั้งหลายเคยสังเกตบ้างไหมว่า ทำไมเวลาดูการแข่งขันเทนนิสจากต่างประเทศ กรรมการจึงขานแต้มของผู้แข่งขันที่ได้แต้ม 0 ว่า ‘เลิฟ’ (Love) มันเกี่ยวอะไรกับ 0 ตรงไหน หากเคยล่ะก็จากนี้ไปคงจะหายสงสัยแล้วล่ะ เพราะที่มาของคำว่า ‘เลิฟ’ ที่กรรมการขานนั้นมาจากคำว่า ‘L’ oeuf’ ในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ‘ไข่’ ซึ่งมีรูปทรงเหมือนเลข ’0′ นั่นเอง พอพูดเป็นภาษาอังกฤษก็ออกเสียงตรงกับคำว่า ‘Love’ ที่แปลว่า ‘รัก’ นั่นเอง

เช่นเดียวกับคำว่า ‘ดิวซ์’ (deuce) ที่กรรมการขานเมื่อผู้เล่นทั้งสองฝ่ายได้คะแนนเท่ากันที่ 40 ต่อ 40 แต้ม ก็มาจากคำว่า ‘deux’ ในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ‘สอง’ ซึ่งหมายความว่าให้ผู้เล่นที่มีแต้มเสมอกันอยู่ที่ 40-40 แข่งกันอีก 2 ลูกเพื่อตัดสินว่าใครจะได้เกมนี้ไป

เครดิต : ctharmyreserve.com/การนับแต้มเทนนิส/
http://www3.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S11314187/S11314187.html