วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ได้ประโยชน์อย่างที่คุณคิดไม่ถึง



...

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ได้ประโยชน์อย่างที่คุณคิดไม่ถึง

โดย songvit   http://www.prachatalk.com

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ได้ประโยชน์อย่างที่คุณคิดไม่ถึงนะจะบอกให้ 
การดื่มน้ำเ มื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันที หลังจากตื่นนอนตอนเช้า ( ก่อนแปรงฟัน ) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% ( แบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา ) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้า หมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลง คลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก
วิธีการปฏิบัติ
1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)
2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว
ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น แลหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้
1. โรคความดันโลหิตสูง                   30 วัน
2. โรคกระเพาะ                                10 วัน
3. โรคเบาหวาน                               30 วัน
4. โรคท้องผูก                                  10 วัน
5. โรคมะเร็ง                                   180 วัน
6. โรควัณโรค                                  90 วัน 

7.  โรคไขข้ออักเสบ เห็นผลภายใน  3 วัน

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

สูตรโจ๊กเศรษฐี.

...

      สูตรโจ๊กเศรษฐี...บ้านอาจารย์...
   การทำโจ๊กขาย  ให้เราฝึกซ้อมทำทานกันเองก่อน เพื่อติชม แก้ไข.. เมื่อเราทำได้ที่ดีแล้วจึงเริ่มทำออกขาย...การทำโจ๊ก...ขั้นตอนการทำมีดังนี้... 

   การต้มข้าวทำโจ๊ก... 
            1. ปลายข้าวหอมมะลิใหม่    1 ก.ก.(ข้าวหอมใหม่แบบเม็ดก็ได้ แพงกว่านิดหน่อย แต่เราต้องเคี่ยวนานครับ) นำมาแช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้นก็ได้ครับ  แล้วนำมาล้างหรือซาวข้าว 1-2 น้ำ ใส่ภาชนะให้สะเด็ดน้ำ (หลังจากนั้นให้นำมาคลุกเคล้าเกลือ  1 ช.ต. +น้ำมันพืช 1 ช.ต. + ไข่แดงไข่เยี่ยวม้า  2 ฟอง ให้นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันเตรียมใว้)
 หมายเหตุ    เราจะใส่ฟองเต้าหู้อ่อนเพิ่มนิดหน่อยก็ได้ครับจะทำให้โจ๊กเราหอมมันยิ่งขึ้น

            2.น้ำสะอาดต้มให้เดือด  ใช้ประมาณ 3 - 4 ลิตร (เตรียมใว้ใส่เพิ่มตอนข้าวแห้งด้วยครับ..1-2 ลิตร) เพิ่มหรือลดได้ครับตามชอบ+พอน้ำเดือดแล้วให้ใส่เกลือ 2 ช.ต.  + น้ำมันพืช ช.ต. +แล้วตามด้วยข้าวที่เราเตรียมใว้ใส่ลงไปในน้ำ  ให้เราใช้พายไม้กวนคนให้เข้ากันจนเนื้อข้าวเละเหนียวได้ที่ ตามความพอใจของเราว่าต้องการขนาดไหน เพิ่มน้ำลดน้ำได้ตามชอบครับ (สุดท้าย...ให้เราใส่น้ำเต้าหู้  1-2 ถุงตามชอบ) ซื้อเตรียมใว้ก็ได้ครับ ใส่ลงไปในหม้อแล้วคน ให้เข้ากันจนเหนียวเป็นเนื้อเดียวกันจะทำให้ได้ความหอมมัน และอร่อยมากขึ้นครับสีจะขาวสวยน่ารับประทาน...(เป็นสูตรลับทางบ้านอาจารย์ครับ)

    การทำน้ำมันเจียวหอมใส่โจ๊ก...
    -โดยใส่ 1 ช.ช. ต่อ1ถ้วย หรือ 1ถุง)จะทำให้หอมอร่อยมากยิ่งขึ้นครับ
    -ใช้น้ำมันพืชอะไรก็ได้ครับ   ครึ่ง  ลิตร
    - หอมหัวใหญ่ (หรือหอมแดง)  1 ขีด ซอยบางๆ
    - ขิงแก่           1/2 ขีด หั่นเป็นแว่นๆ
    - ต้นหอม        1-2    ต้น(ไม่มีไม่ต้องใช้ก็ได้ครับ)
(นำน้ำมันตั้งไฟพอร้อน..ใส่ทั้งหมดที่เตรียมใว้ลงไป เคี่ยวไฟอ่อนๆ จนหอม เหลืองกรอบใช้ได้ปิดไฟ กรองเอาหอมออก ทิ้งใว้ให้เย็นนำไปใช้ได้ตามต้องการครับ.)

     การทำน้ำซุป..."
น้ำต้มกระดูก"(ใช้ในการผสมโจ๊ก...ตามต้องการ)
-น้ำเปล่า   3  ลิตร (ลดเพิ่มได้ครับ)
-กระดูกหมู   1-2 ก้อน (กระดูกไก่แทนก็ได้)หรือใช้คะนอร์ก้อน 2ก้อนครับ
-หัวหอมใหญ่  1   หัว (ผ่าครึ่ง)
-กระหล่ำปี    ครึ่ง  หัว (พอประมาณ)
-หัวแชเถ๊าเล็ก   1 หัว (หั่นเป็นแว่นๆ)
-น้ำตาลกรวด   1  ช.ช.  (หรือ1 ก้อนเท่าหัวแม่มือ )
-พริกไทยเม็ดๆ(ขาว) 5-6 เม็ด (ใส่ทั้งเม็ด)
-กระเทียมทั้งกลีบ     10 กลีบ (กระเทียมหัวเล็ก)
-รากผักชี   3  ราก (ไม่ทุบ)
-เกลือป่น    2-3    ช.ต.(ลดเพิ่มได้)
-คะนอร์ซุปไก่     3    ก้อน
   (-ส่วนผสมทั้งหมดเราจะห่อใส่ผ้าขาวบางก็ได้)หรือไม่ใส่ก็ได้ครับ ใช้ไฟแรงต้มจนเดือด...แล้วหรี่ใช้ไฟกลางต้มอีกประมาณ 20 นาที  หลังจากนั้นให้ใช้ไฟอ่อนๆพอน้ำกระเพื่อม..เคี่ยวไปเรื่อยๆขณะขาย(เมื่อเราตักน้ำซุปมาผสมกับข้าวโจ๊กจะได้ร้อนเร็วขึ้นครับหรือจะใช้แบบไหนก็ได้ที่เราถนัดครับ)

    การหมักหมู...ทำโจ๊ก...
-เนื้อหมู เนื้อสะโพก 9 ขีด +สันคอ 1 ขีด มันเปลว1 ขีดรวม  1  ก.ก. (จะใช้อย่างเดียวก็ได้ครับ)บดรวมกันให้ละเอียด (หรือนำมาบดเองที่บ้าน)  เมื่อได้หมูบดแล้ว ให้นำเข้าแช่เย็น...ช่องธรรมดา ครึ่งชั่วโมง..(หรือผสมกับน้ำแข็งนิดหน่อยก็ได้ครับทำให้หมูเย็นเร็วขึ้นก่อนนำมานวดหรือผสม)
-แป้งข้าวโพด 1           ช.ต.
-แป้งมัน          2           ช.ต.
-ผงฟู              1  1/2   ช.ช.
- พริกไทยป่น(ตรามือ)   1   ช.ต.
-ซีอิ๊วขาวสูตร 1              2   ช.ต.
-ซอสภูเขาทองฝาเขียว     2   ช.ต.
-น้ำมันพืช                        1   ช.ต.
(เตรียมน้ำแข็งบดละเอียดใว้ประมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะ)ใว้นวดกับหมู-หรือผสมตอนบดหมู...ทำให้เนื้อหมูเด้ง... ให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมลงในหมู..+น้ำแข็ง 1 ช.ต.ผสมลงไป  ใช้มือนวดให้เข้ากัน 8-10 นาที   แล้วให้ใส่น้ำแข็งป่นลงไปอีก 1 ช.ต.พร้อมนวดแล้วยกฟาดกับกาละมังที่ใช้นวดจนได้เนื้อหมูที่เป็นสปริง(ใช้ได้)การนวดดูตามความเหมาะสมครับ...(หมายเหตุ)การบดหมู  เราจะใช้เครื่องปั่นที่ปรับความเร็วได้มานวดแทนก็ได้ครับ  ขั้นแรกให้บดหมูให้ละเอียดก่อนแล้วปรับความเร็วให้ช้าลง...(หรือเปลี่ยนเป็นหัวนวด ถ้ามีเวลาที่เรานวดให้ใส่น้ำแข็งเป็นระยะๆ จะทำให้ได้เนื้อหมูที่เหนียวนุ่มดียิ่งขึ้นครับ

    วิธีการทำ ตับสด
-ตับที่แร่แล้ว 1/2 ก.ก. ให้ใส่แป้งมัน 1 ช.ต.  คลุกให้เข้ากัน10 นาที แล้วนำไปล้างน้ำออก... ใส่รสดี 1 ช.ต. + แป้งข้าวโพด 1 ช.ต.  คลุกเคล้าให้เข้ากัน  แล้วใส่น้ำมันงา(ตราช้างคู่) ครึ่ง ช.ช. คลุกเคล้าให้เข้ากันนำใส่ตู้เย็นอย่างน้อย 2 ช.ม. (เซี่ยงจี๊)หมักเหมือนกับตับ เพียงแต่ให้เพื่มส่วนของน้ำมันงา  อีก 1 ช.ช.(ผ่าเอาไตสีขาวๆออกก่อน) 

     การต้มใส้อ่อน..
-นำใส้หมู มาล้างให้สะอาดกับเกลือ..ล้างออกด้วยน้ำ...นำไปต้ม+ใบเตย4-5 ใบ +ขิงแก่2-3 แว่นถ้ามี(ไม่ใส่ก็ได้) ใส่น้ำพอท้วมใส้อ่อน+แบ๊งกิ้งโซดา  1 ช.ช. + เกลือ 1 ช.ต. ต้มไปจนกว่าจะสุกไส้นิ่มดี  1-2 ช.ม. (การดูให้ใช้ ซ่อมทิ่มดูถ้าจิ้มทะลุใช้ได้สุกดี   แต่ถ้ายังเด้งๆอยู่ยังไม่สุกได้ที่ครับ

  การลวกไข่ไก่..
-เตรียมจำนวนไข่ไก่ที่ลวก และหม้อที่จะใช้ลวกไข่..ต้องกะให้พอดีกับจำนวนของไข่ คือเมื่อใส่น้ำร้อนลงไปแล้วจะต้องให้น้ำอยู่เหนือไข่ไก่ ประมาณ 2" นิ้วครับ.
วิธีทำให้เราต้มน้ำให้เดือดจัด..คือพอน้ำเดือดแล้วให้เดือด 2-3 นาที...จึงปิดไฟ   แล้วให้นำเอาไข่ไก่ที่เตรียมใว้ลงไปแช่ในน้ำร้อน จับเวลา 5-7 นาที (ตามชอบว่าเราชอบสุกขนาดไหนครับ) แล้วนำมาแช่ในน้ำเย็นธรรมดาอีก นาที นำไปใช้ได้ครับ


วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

น้ำส้มสายชู....ประโยชน์สารพัดอย่าง


...

น้ำส้มสายชู....ประโยชน์สารพัดอย่าง 
  แช่ผักชีสักก้านในน้ำส้มสายชู ดูว่าใบไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เพื่อทดสอบว่าเป็นน้ำส้มสายชูแท้  
ประโยชน์ของน้ำส้มสายชู  ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการดูแล ป้องกันรักษาสุขภาพและโรคภัย เช่น ใช้น้ำส้มสายชูผสมต้นโทงเทงสด หรือผักคราดหัวแหวนสดๆ คั้นเอกน้ำชุบสำลีอมไว้ข้างแก้มค่อยๆ กลืนทีละนิด แก้ฝีในคอ หรือต่อมทอนซิลอักเสบได้ชะงักนักแล
       ยามไปเที่ยวทะเล ขอให้พกพาน้ำส้มสายชูไปด้วยทุกครั้ง หากเคราะห์หามยามร้าย เจอแมงกะพรุนไฟเข้าก็อย่าตกใจ ราดน้ำส้มตรงบริเวณถูกแมงกะพรุนทันที จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้ทันใจ        ผิวที่เจอแดดจัดๆ จนเป็นรอยเกรียม ลูบด้วยน้ำส้มสายชู ผิวที่ไหม้จะไม่พองให้คุณปวดแสบทรมานได้อีก


       ด้านการถนอมอาหาร สมัยก่อนมีการดองเปรี้ยวผักต่างๆ ด้วยน้ำส้มไว้บริโภคนานๆ เช่น ต้นหอม ผักเสี้ยน กระเทียม ขิง 
       ในแง่ของการขจัดรอยเปื้อน  น้ำส้มสายชูก็เป็นมือโปรสำหรับแม่บ้านได้ยอดเยี่ยม เลือกใช้ได้ตามอาการต่อไปนี้
       » รองเท้าหนัง รองเท้ายาง หรือสารสังเคราะห์ใดๆ ก็ตาม หากเปื้อนน้ำมันให้เช็ดด้วยน้ำส้มสายชูแล้วจะหมดรอย
       » กระจกบานเกล็ดสกปรก ล้างด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำสะอาดรับรองเงางาม สะอาดใสแจ๋ว
       » หม้ออะลูมิเนียมเป็นคราบดำ น้ำส้มสายชุละลายขี้เถ้าใต้เตาถ่าน ขัดถูก็สะอาดเอี่ยมในพริบตา
       » ของใช้พลาสติก ตลอดจนภาชนะอื่นๆ ในครัวเปื้อนไขมันมากจนเป็นรอยดำ ให้แช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชู รอยเปื้อนจะหายไปพร้อมกับกลิ่นอาหาร
       » ัปัญหาของเตาอบ ถาดอบเครื่องครัวสแตนเลส และพื้อนครัวเป็นคราบสกปรกล้างยาก ใช้น้ำส้มเช็ดถู คราบฝังแน่นกับเศษอาหารตามพื้นจะหลุดง่าย ไม่เปลืองแรงขัด
       » เฟอร์นิเจอร์ ฝาผนังบ้านต่างดำ มีคราบนิ้วมือของสมาชิกตัวเล็กผ้านุ่มๆ ชุบน้ำส้มสายชูร้อนๆ เช็ดปุ๊บหายปั๊บ
       » อ่างล้างมือ อ่างอาบน้ำ ราวโครเมียมสกปรก เป็นสนิม น้ำส้มสายชูกับน้ำสบู่ เช็ดถู ทุกอย่างเงางามสะอาดตา
       » รอยเปื้อนสุดท้ายที่มักสร้างความอับอายให้ก็คือ เสื้อผ้าบริเวณรักแร้เป็นคราบเหลืองนั้น น้ำส้มสายชูทาตรงรอยเปื้อนให้ชุ่มหากได้แช่เสื้อผ้าในน้ำส้มสายชุสักครู่ก่อนซักตามปกติ กลิ่นเปรี้ยวและเหม็นอับจากเหงื่อจะหายพร้อมรอยเปื้อน
       น้ำส้มสายชูยังมีคุณสมบัติ ขจัดกลิ่น ได้ไร้เทียมทาน กลิ่นอาหาร กลิ่นผลไม้แรงๆ อย่างทุเรียนที่ติดตามภาชนะพลาสติกนั้นให้เช็ดด้วยน้ำส้มสายชูตามด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
       » ท่อระบายน้ำภายในอาคารบ้านเรือนที่มักสกปรกเร็ว ตามด้วยกลิ่นเหม็นรุนแรง รบกวนความสุข ให้เทผงฟูลงท่อน้ำร่องไปก่อน 1 กำมือ สักครู่ตามด้วยน้ำส้มสายชูอีก 1 ถ้วย ทิ้งไว้สักพัก ลองเปิดน้ำระบายดุอีกที
       » เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อวัว เนื้อควาย ถ้าแช่น้ำเกลือผสมน้ำส้มสายชูก่อนเก็บเข้าตู้เย็น กลิ่นคาวจะไม่ออกมารบกวนอาหารอื่นๆ ด้วย




       การแก้ปัญหาภายในบ้าน
       » ฝักบัวในห้องน้ำเกิดอุดตันใช้ไม่สะดวก น้ำที่ไหลกะปริบกะปรอย ลองถอดชิ้นส่วนออกมาแช่น้ำส้มสายชูปัดเศษฝุ่นด้วยแปรงแทงตามรูด้วยเข็มหมุด ล้างให้สะอาด ประกอบเข้าที่เดิม คราวนี้ฝักบัวไหลฉลุยแน่นอน
       » ขวด แจกัน คนโทที่ปากแคบคอดเล็ก  ทำความสะอาดยาก กรอกน้ำส้มสายชุ ผสมเปลือกไข่ทุบพอละเอียด แช่ไว้ แล้วเขย่าๆ  เศษคราวสกปรกจะหลุดโดยง่าย
       » หม้อและกาต้มน้ำชา กาแฟทั้งหลาย ใช้ไปนานๆมักมีตะกรัรนหินปูนจับหนา น้ำส้มสายชูผสมน้ำอย่างละถ้วย เทลงในภาชนะต้มให้เดือด แล้วทิ้งให้เย็นค้างไว้ 1 คืน ตะกอนทั้งหลายจะหลุดเป็นกระบิทีเดียว

       ท่านสุภาพสตรีที่มีปัญหาม้วนผม หรือเซ็ทผมแล้วไม่อยู่ตัว หรือหยิกไม่ทนนาน โกรกผมด้วยน้ำส้มสายชูทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เมื่อสระและเซ็ทตามปกติ ผมจะหยิกเป็นลอยสลวย ทนนานสะใจหลายวัน
       » ไข่สดและใหม่มากเกินไป เวลาทำไข่ต้มมักมีปัญหาปอกเปลือกยาก ไข่เป็นรอยขรุขระไม่น่ารับประทาน ลองเติมน้ำส้มสายชูครึ่งช้อนชาลงในน้ำต้มไข่ ไข่ขาวจะไม่ติดเปลือก ปอกง่ายขึ้นกว่าเดิม
       » ต้มแปรงสีฟันขนแข็งๆ ในน้ำส้มสายชู ขนจะนุ่มไม่ทิ่มเหงือกให้เจ็บปากอีก
       » ปัญหาหินปูนจับตามเครื่องซักผ้า เครื่องล้างชาม แก้ด้วยน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย เทใส่เครื่องพร้อมน้ำ ปิดฝา เปิดเครื่องให้ทำงานตามปกติจะเห็นเครื่องสะอาดทันตา

       น้ำส้มสายชูกับเคล็ดลับบางประการ
       » อยากรับประทานผัดไทย หอยทอด ขนมจีน กับถั่วงอกอวบอ้วน ขาวกรอบละก็ แช่น้ำผสมน้ำส้มสายชูไว้สักครู่
       » ดอกกุหลาบช่อใหญ่ อยากให้สดอยู่นานๆ น้ำส้มสายชู 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 5 กรัม ผสมน้ำสะอาด 5 ถ้วย ด้วยสูตรนี้รดกุหลาบทั้งช่อ
       » หม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้ไปนานๆ เกิดอาการน่าเป็นห่วง ก้นหม้อเปลี่ยนจากขาวเป็นดำ ผสมคราบไคลน้ำข้าวจับหนาเตอะ อย่าใช้ฝอยขัดหม้อหรือใยเหล็กไปขัดเข้านะ เดี๋ยวหม้อเป็นรอยขีดข่วน หมดสวย ซ้ำพาเอาคุณภาพเสื่อม สารเคลือบผิวออกไปด้วย
        สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับ ก็น้ำส้มสายชูเจ้าเดิมครึ่งส่วน ผสมน้ำ 1 ส่วน เติมลงหม้อ เสียบปลั๊ก รอจนเดือดปุดๆ จึงถอดปลั๊ก เทน้ำทิ้งแล้วล้างตามปกติคุณจะได้หม้อที่สะอาดเหมือนเดิม
       » หยดน้ำส้มสายชูลงบนแว่นตาเช็ดด้วยผ้านุ่ม รอยขีดข่วนจะหายไป พร้อมคราบเหงื่อไคล
       » เสื้อผ้าสีขาวสะอาด มักกลายเป็นสีขาวขุ่นเข้าทุกที เมื่อใช้ไปนานๆ เพียงผสมน้ำส้มสายชูลงขณะซัก วิธีนี้ผ้าจะขาวสะอาดยิ่งขึ้น  โดยไม่ต้องใช้น้ำยาซักผ้าขาวให้ผ่าเปื่อยก่อนเวลา
       » ลองใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำสะอาดชำระล้างผมในน้ำครั้งสุดท้าย ดูสักครั้งจะพบว่า ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชู ช่วยล้างแชมพูออกได้สะอาดหมดจดเส้นผมเป็นเงางาม มีน้ำหนัก ปราศจากรังแคด้วย
       "น้ำส้มสายชูราคาย่อมเยาเพียงขวดเดียว ที่มีอยู่ในครัว สามารถทำประโยชน์สารพัดอย่าง สุดแต่เราจะสร้างสรรค์ให้ถูกวัตถุประสงค์  ตรงตามความต้องการได้ไม่ยากนัก ในภาวะเงินทองเป็นของหายากนี้ น้ำส้มสายชูคงช่วยคุณประหยัดแรงงาน และค่าใช้จ่ายได้ดีทีเดียว"


 Songvit
18 ส.ค.55




อัศจรรย์.สับปะรดหมัก..ตับผมกับมาปรกติเหมือนเดิม..
หมอเพิ่งตรวจเมื่อเช้านี้เอง  โดย ลุงจุก  เมื่อ อังคาร, 13 พ.ย. 2555

ดังที่ผมเคยบอกว่าผมเป็นโรคตับอักเสพ อย่างรุนแรง(ขนาดหมอเรียกเมียผมพบด่วน/หลังจากดูผลตรวจครั้งก่อนประมาณ กพ.55)..พร้อมบ่นๆว่าตับผมแย่ลงมากๆนะ..หมอบอกได้เพียงเท่านี้จริงๆ.ดูแลสุขภาพคุณให้ดีๆ  อย่ากินของเผ็ด/ของมัน/ของเปรี้ยว/เค็มเด็ดขาด.ถ้าคุณอยากอยู่นานๆกว่านี้....

พร้อมกับบอกอีกว่า..ห้ามยกของหนักหรือใครมาอุ้ม(เอามือรัดท้องแล้วยก)เด็ดขาดนะ..ตอนนี้มันอักเสพจนจะเป็นแผล(แตก)อยู่แล้ว(ถ้าเป็นแผลก็คือมะเร็งนั่นแหละ)

ผมรับทราบกับมาก็ยังกินเหมือนเดิมคือของที่หมอห้ามคือของชอบ
ประมาณเดือนมี(11 มีค.) ผมได้ไปอบรมกับชาวเกษตรเวปหนึ่ง..พอดีมีคนที่เข้าอบรมและรู้จักผมในนามลุงจุก(คนเสื้อแดงเหมือนกัน)..เลยทักทายกันและมีโอกาสได้คุยเรื่องโรคตับของผม

เพื่อนๆอีกคนที่นั่งข้างๆ(ไม่รู้จักกัน)เลยบอกว่า  ลองทำน้ำหมักสับปะรดกินดูสิ..สูตรง่ายๆ..หมักแค่ 2 เดือนเต็ม..กินได้เลย(ไม่ต้องหมักนานเป็นปีแบบป้าเซ็ง)  ญาติเขากินประจำหายแล้ว

เอาแล้วสิ 555  ต้นทุนแค่100+เท่านั้นเวลาก็ไม่นาน..น่าลองวุ้ย  พร้อมกับขอจดสูตรเพื่อนคนนี้มาทำดู  มาถึงบ้านก็จัดการหมักทันที..นั่งนับวันๆๆๆครบ2เดือนปุ๊บกินทันทีเช้าช้อน  กลางวันช้อน   เย็นช้อน

พอดีเมื่อต้นเดือนผมเป็นไข้เลือดออก(น้ำหมักช่วยไม่ได้นะครับ555)  ต้องไปนอนหยอดน้ำเกลือที่รพ.ซะ2-3วัน(ขอหมอกลับก่อนเพราะตึกศัลยกรรมที่ผมอยู่ตายมันรายวันจริงๆ 2-3 วันที่ผมนอนห้องพิเศษรวมด้วยนะตายไป2)

กลับมากินยารักษาตัวที่บ้านต่อ..แต่ไม่ลืมกินน้ำหมักสับปะรดเช่นเดิม(บอกก่อนว่า   ผมหยุดกินยาทุกชนิดที่หมอให้มาตั้งแต่เริ่มกินน้ำหมักสับปะรดได้3วัน)

หมอนัดให้อดน้ำอดอาหารเมื่อคืน..วันนี้ตอนเช้าให้ไปเจาะเลือดตรวจดูว่าหายไงไอ้ไข้เลือดออกเนี่ย...แต่ต้องตรวจตับด้วยอีกตัวหนึ่ง

ไปรพ.แต่เช้าเพื่อไปเจาะเลือด  4 โมงเช้าผลเลือดออกมา..หมดที่รักษาผมยิ้มใหญ่เลย ผลของเกล็ดเลือดคุณดีมากๆเลยหมื่นกว่าๆ(ศัพท์หมอเขานะครับไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร)  ไข้เลือดออกคุณหายแล้ว..

และผลการตรวจตับคุณครั้งนี้..หมอขอบอกว่า  ตับคุณหายสนิทดีแล้ว..ไม่มีการอักเสพแล้ว..ผิดกับครั้งก่อนที่หมดตรวจเจอเลย
 ผมและแฟนมองหน้ากันแล้วยิ้มๆ(แต่ไม่กล้าบอกหมอว่า ยาที่หมอให้ผมไปกิน..ผมกินแค่ไม่กี่เม็ดเอง 555)

รักษาสุขภาพด้วยนะ...ช่วงนี้ระวังยุงกัดด้วย..ส่วนตับ..เดี๋ยวหมอจะจัดยาบำรุงไปให้..และอีก2เดือนหมอจะนัดมาตรวจเลือดและเช็คร่างกายครั้งใหญ่นะ..

เดินยิ้มออกมาเลยครับ   ตับผมไม่เป็นไรแล้วโว้ยยย//
--อัศจรรย์น้ำหมักสัปปะรดจริงๆครับ....

 ผมเป็นมา 20กว่าปีแล้วครับ  บางครั้งท้องป่องบางครั้งท้องแฟบ/ปวดท้องมากๆท้องอืด ท้องแข้ง  เกิดเพราะผมกินยาแก้ปวดกระดูก(CELEBREX)มาร่วมๆ30ปี(ก่อนนั้นกินอีกตัวหนึ่งแต่หลังๆเริ่มเอาไม่อยู่จึงเปลี่ยนมาเป็นตัวนี้/ตามคำสั่งหมอนะครับ)

ผลข้างเคียงคือ  ทำลายตับโดยตรงครับ +ด้วยผมชอบกินของรสจัดจึงเป็น
หมอเคยอธิบายว่า ตับผมเหมือนเอามือบีบลูกโป่งนั่นแหละคือส่วนที่ไม่ถูก
บีบจะปูดออกมาจนอักเสพ..พร้อมที่จะเป็นแผล(แตก)
รักษา(กินยาบำรุง)มาตลอด20ปีครับ..ยิ่งเป็นมากขึ้นๆ

  สูตรทำสัปปะรดหมัก    เตรียมจดได้เลยนะ

สับปรด5ผล(ลูกใหญ่เล็กไม่สำคัญ  ต้อง5ลูกเท่านั้น/1ไห/ถัง/ถ้วยที่ใช้หมัก)
น้ำผึ้งแท้(ซื้อน้ำผึ้งเลี้ยงมียี่ห้อก็ได้ครับชัวร์ดี)..1แก้วกินน้ำ
น้ำตาลทรายแดง1กก.(ขาวก็ได้แต่ทรายแดงจะน่ากินกว่า)
ล้างสับปะรดทั้งลูกที่ยังไม่ปลอกเปลือกออกให้สะอาด..ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งแล้วปลอกเปลือกและเอาแกนในออกซะ..หั่นเป็นชิ้นเล็กๆบางๆประมาณหนาครึ่งซม.ใหญ่ไม่เกิน2ซม.
เสร็จแล้ว(ห้ามล้างน้ำแล้วนะครับ) น้ำน้ำตาลทราย1 กก.และน้ำผึ้ง1ถ้วย
นำมาเทใส่แล้วคลุกให้เข้ากัน..ไม่ต้องใส่น้ำนะครับ(ย้ำเลยว่าไม่ต้องใส่น้ำ)  

ปิดฝาให้สนิท  แล้วเปิดมาคลุกให้ทั่ว 2 วันครั้ง..น้ำจากสับปะรดและน้ำและน้ำตาลทรายจะมีมาเองจนท่วมสกปรกเลยครับ

ครบ2เดือนกินได้เลย  3 เวลาก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ 1 ช้อนกินข้าว(น้ำ+เนื้อสกปรกประมา1-2ชิ้น)

ผมเริ่มกินมาตั้งแต่ปลายพค.ครับ..ตอนนี้หมักไว้ 23 โถ(ห้ามขอเด็ดขาด5555)
หมักยิ่งนานยิ่งดีครับ  กินง่ายๆ  หอมเหมือกับไวน์..ร้อนท้องซู่เลยครับ(สำหรับคนที่ไม่กินเหล้าแบบผมนะ55)
**********
.

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เลือกกินอย่างถูกสุขลักษณะ และทำน้ำปานะ


...


อาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด) ในหัวข้อ ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน

หลัก 3 อ. คือ
1. อารมณ์ต้องดี
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 3. อาหาร

การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายทุกวัน ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น 
1.  การขยับนิ้วมือ เป็นการช่วยเรื่องน้ำในข้อ ผลที่ได้กระดูกจะไม่ผุ
2.  งอนิ้วมือ ช่วยในเรื่องของอาการนิ้วล็อค
3.   กำมือและแบมือสลับข้างกันไปมา ช่วยในเรื่องของโรคหัวใจ และลด Cholesterol
4.   นั่งบนเก้าอี้ กำมือ และขยับเท้ายกขึ้นทำท่าวิ่งบนอากาศ
5.   นั่งบนเก้าอี้ กำมือ ทุบขาด้านนอก และด้านใน ทุบแขน สลับกันไป
6.   การนั่งตรง ๆ นั่งแค่ครึ่งเก้าอี้ ประมาณ 10 นาที ช่วยป้องกันในเรื่องของริดสีดวงทวาร
7.   กำมือขวาหมุนเป็นวงกลมออกนอกตัว และกำมือซ้ายหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัว เป็นการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก
8.   มือประสานกันสองของ ยืดตรงไปข้างหน้า เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล มองตรง แล้วหมุนเอวไปรอบ ๆ ทั้งด้านซ้าย และขวา ครั้งละ 5 รอบ ทำตอนเช้า จะช่วยลดส่วนเกินตรงหน้าท้อง

อาหาร 
ควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกอย่างที่มีส่วนผสมของสารเคมี


การสระผม 
     ไม่ควรใช้แชมพู เนื่องจากมีส่วนผสมของโซดาไฟ ควรสระผมด้วยสบู่เด็ก ควรสระผมช่วงเช้า ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะผมจะไม่สามารถแห้งได้ทัน เวลานอนจะเกิดเชื้อรากลางคืน เป็นเหตุของอาการคันศีรษะ

น้ำมันพืช 
    ควรหยุดกินน้ำมันพืช เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยป้องกันการบูด กันหืน แต่งสี เพราะเมื่อน้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 60 องศา จะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ควรบริโภคมะพร้าว น้ำมันหมู น้ำมันไก่ ตับ จะทำหน้าที่ผลิต Cholesterol โดยที่ Cholesterol LDL จะช่วยป้องกันผิวหนัง และผลิต Cholesterol HDL เพื่อดักจับ LDL ไปทิ้ง

การทำน้ำมันหมู
     นำน้ำมันหมูเปลว 1 ก.ก. กับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เจียวบนกระทะ จะทำให้ไม่ติดกระทะ ไม่กระเด็น ได้น้ำมันเกือบ 2 ลิตร กากหมูจะกรอบมาก เนื่องจากเกลือจะเป็นตัวช่วยดึงน้ำมันออกมาจนหมด

น้ำมันมะพร้าว
นำกะทิใส่ถุงแช่ตู้เย็น 3 ช.ม. เพื่อให้เนื้อกับน้ำแยกตัวกัน นำเนื้อมะพร้าวส่วนบนไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน



เกลือ
กาบริโภคเกลือ ไม่ได้ทำให้ไควาย แต่เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิคเกลือที่ขาวละเอียดมีการเติมโพลิเมอร์ โดยหยดลงบนเกลือ  ทำให้โครงสร้างจากเดิมโซเดียมคลอไรด์ เปลี่ยนเป็นโซเดียมซัลเฟต ซึ่งมีผลต่อไต เพราะไม่สามารถขับออกได้ ซึ่งเหลือชนินี้จะโรยบนอาหารแล้วยังคงทำให้อาหารกรอบ แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นโซเดียมคลอไรด์นั้น จะมีคุณสมบัติดูดความชื้นทำให้อาหารไม่คงความกรอบ




กะทิ 
      กะทิไม่มี Cholesterol เนื่องจาก Cholesterol จะเกิดจากการผลิตขึ้นเองโดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งตับจะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว สามารถใช้กะทิแทนน้ำมันมะพร้าวได้ กะทิให้แคลเซียมดีกว่านม ลดความอ้วน ป้องกันเบาหวาน โดยให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 กล่อง (สามารถช่วยแก้เจ็บคอได้ด้วย) 
ทั้งกะทิชาวเกาะ และอร่อยดี ไม่มีการเติมสารเคมี เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ

น้ำมันมะพร้าว 
    ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหาร 4 ช้อนกาแฟ 
ใช้เป็น Hair Serum 
ใช้ล้างเครื่องสำอาง 
ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้ 
มี SPF 90 (Sun block)

Oil Pulling 
      ใช้น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน ที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อน อมไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่อยู่ในช่องปากจะมีไขมันเกาะอยู่ ช่วยลดอาการทางช่องปากได้

น้ำเปล่า อุณหภูมิห้อง 
ควรดื่มครั้งละไม่เกิน 150 ซีซี เนื่องจากกระเพาะจุได้ 400 ซีซี เวลาดื่มน้ำให้ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มรวดเดียว และให้ดื่มให้ได้วันละ 14 ครั้งเป็นอย่างน้อย การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ

น้ำตาลปื๊บ
       น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลปึกเป็นชนิดเดียวกัน ถ้านำไปเคี่ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งเทียม) น้ำตาลปี๊บแท้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อดมกลิ่น จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว

น้ำตาลทราย/น้ำตาลกรวด 
      เมื่อทานแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์ สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาวจะใช้สารคลอลีน ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ท็อฟฟี่ จึงมีน้ำตาลสูง ไม่ควรบริโภค

กาแฟ 
    การดื่มกาแฟ จะมีผลไปยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุ มะเร็ง แต่กลิ่นของกาแฟจะสามารถช่วยบำบัดโรคได้ ดังนั้นจึงควรสูดกลิ่นกาแฟ แต่ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน เป็นตัวกระตุ้นเซลมะเร็ง หากชงกาแฟควรใช้น้ำตาลปี๊บ

ไมโครเวฟ 
      การใช้ไมโครเวฟ ระวังมะเร็ง เนื่องจากมีการกระจายคลื่นเข้าสู่เซลมีผลทำให้ตายได้

ขนมหวานจากกะทิ 
ส่วนผสม กะทิ 4 กล่อง โดยกะทิ 1 กล่องจะใช้เกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ (ต้องโยนลงในกะทิที่ตั้งไฟ เพราะช่วยลดการเกิดฟอง) และใช้น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะต่อกะทิ 1 กล่อง เคี่ยวกะทิให้เดือด แล้วใส่

กล้วย  ต้องเป็นกล้วยสุก (ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่) แล้วยกขึ้นทันที เนื่องจากถ้าต้มต่อไปจะทำให้กล้วยมีรสเปรี้ยว

มันเทศ เผือก ฟักทอง ให้แช่น้ำปูนใส 2 นาที แล้วนำไปต้ม 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปใส่กะทิเดือดอยู่คนให้ทั่วแล้วยกลง

กล้วยไข่ 
กล้วยไข่ 1 ผล มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่า Apple

กล้วยน้ำว้า 
ถ้าห่าม ๆ แก้ท้องเสีย กินลดอาการของแผลสด 
ผลสุก 2 ลูก และน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก (ใช้เป็นยาระบาย) 
ที่สำคัญ เด็กอายุเกิน 6 เดือนถึงจะกินกล้วยน้ำว้าได้ 
กล้วยน้ำว้าทั้งหวี หากต้องการเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน ให้จุ่มลงในน้ำเดือด 10 วินาที แล้วนำมาผึ่ง

น้ำมะพร้าวอ่อน 
ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ

กล้วยหอม 
มีโปแทสเซียม ป้องกันโรคพากินสัน และอัลไซเมอร์ สำหรับผู้สูงอายุให้ทานสัปดาห์ละ 3 ผล เพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมน

สับปะรด 
นำมาหั่นแล้วต้มเป็นน้ำตะไคร้ ดื่มเพื่อช่วยลดเบาหวาน

การทำบุหงารำไป 
พริกไทดำ 1 ส่วน กานพลู 1 ส่วน โป้ยกั๊ก 1 ส่วน (แก้หวัด 2009) ดอกจันทร์ กลีบใหญ่เอามาเด็ดกลีบ 1 ส่วน นำมาคลุกรวมกัน แต่ถ้านำมาเติมพิมเสน 1 ส่วน การบูร 1 ส่วน (ครึ่งกระป๋อง) เมนทอล 1 ส่วน คลุกรวมกัน ทิ้งไว้ 1 วัน เทใส่ตะแกง นำเอาส่วนที่แห้ง ๆ มาใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ดมกลิ่น ถ้าไม่หอมให้นำไปตากแดด เก็บไว้ใช้ได้นาน 4 ปี แต่ถ้านำน้ำที่แยกออกมาและเติมสมุนไพรอีก 12 ชนิด หมักไว้ 1 เดือน ก็จะคล้าย ๆ น้ำมันที่มีกลิ่นเหมือนพิมเสนเอาไว้ดม และทา

ไข่ 
ไข่ต้ม ไข่เค็ม ไข่พะโล้ โดยเฉพาะไข่แดง หากกินวันละ 2 ฟอง จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ลดเบาหวาน) เนื่องจากไข่แดงมีซิลิเนียม งานวิจัยของฮาวาดร์ พบว่าหากบริโภคไข่วันละ 3 ฟอง (อายุต่ำกว่า 45 ปี) บริโภควันละ 2 ฟอง (อายุ 45 ปี – 50 ปี) และบริโภควันละ 1 ฟอง (อายุเกิน 50 ปี) จะไม่เป็นเบาหวาน 
ไข่ต้ม 1 ฟอง มีสรรพคุณสูงกว่านม 5 กล่อง

นม 
    ไม่ควรดื่มนมข้ามสายพันธุ์ ดังนั้น ไม่ควรดื่มนมวัว นมแพะ

ข้าวเหนียว 
กินแล้วไม่อ้วน ถ้าไม่มีน้ำตาลทราย

กวาวเครือขาว 
สำหรับสุภาพสตรี ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บริโภคทุกวันวันละ 1 เม็ด จะไม่เป็นวัยทอง



 การทำน้ำปานะ 
 (ของคุณสุดสวย ประชาทอล์ค)
 ส้มคั้น
น้ำส้มคั้น ส้มเขียวหวาน 1 ถุงใหญ่ 10 ก.ก. ล้างให้สะอาด ใส่ตะแกรงผึ่งเอาไว้ จะคั้นถวายพระกี่รูปก็คำนวณเอา นำผลส้มผ่าซีกคั้นเอาน้ำครั้งแรกจะมีเมล็ดปนอยู่กรองด้วยกระชอน แล้วนำไปเทในถุงผ้าบิดเอาแต่น้ำ จะได้ส้มคั้นไม่มีกาก น้ำไปกรอกใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น เตรียมถวายพระ (ถุงผ้าคล้ายถุงกาแฟโบราณ เราเย็บจากผ้าสาลู หรือผ้าขาวบางทบ 2 ชั้นค่ะ

เนยปั่น
ชีส คราฟท์ กับน้ำหวานเฮลซ์บลู บอยแดง ภาชนะสำหรับทำน้ำปานะ ต้องไม่ใช่ภาชนะที่ใช้ในครัวโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะซื้อใหม่ แล้วเก็บแยกไว้ทำปานะอย่างเดียว คนวัดจะรู้และพิถีพิถันมาก ขออธิบายเป็นอย่างๆไป
  เนยปั่น เป็นปานะได้นะคะ หั่นชีส คราฟท์ เป็นชิ้นเล็กใส่โถปั่นน้ำผลไม้ เติมน้ำหวานเฮลซ์บลูบอยลงไป ใส่น้ำแข็งทุบปั่นจนเข้ากัน ชิมดูให้อย่าให้หวานจนเกินไป สีจะออกสีชมพูขาวนวล เทใส่กระติกน้ำแข็งปิดให้สนิท เวลาจะถวายพระก็ตักใส่แก้วเรียงใส่ถาดให้สวยงาม (การชิมอาหารต้องตักใส่ช้อน  กลางชิมนะคะ อย่าลืม มิฉะนั้นอาหารจะเป็นเดนถวายพระไม่ได้ค่ะ )

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การตรวจสอบที่มีของภาพ

...

อย่าโง่! อย่าเชื่อภาพที่เห็น จนกว่าจะหาที่มาของภาพให้ได้เสียก่อน มามะจะสอนให้


 โดย JPLSOFT  จาหเวป  Internetfreesom 



http://www.internetofreedom.com/index.php?/topic/12640-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%87%E0%B9%88-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B8%88/



ปัจจุบัน ภาพที่ Post ใน Social Network ไม่ว่าจะเป็นเวปไซค์ FB จะมีภาพ
ที่อาจจะนำภาพต้นฉบับ มา แต่งใหม่ พร้อมกับคำบรรยาย บิดเบือนข่าว เขียน
ข่าวให้เป็นผลเสียกับคนในภาพ หรือยกย่องเสียจนเหลือเชื่อ ซึ่งวิธีนี้จะเป็น
ที่นิยมมาก ในหมู่พวกสลิ่ม ดังนั้น เราในฐานะเป็นนักรบ Cyber ต้องตรวจสอบ
ที่มาของภาพเสียก่อน ก่อนที่จะเชื่อ อย่าเป็นเด็กโง่ให้สลิ่มมันหลอกเสียละ


มาเรียนรู้วิธีสืบหาต้นฉบับของภาพกัน 


ปัจจุบัน Google ได้มีฟังชั่น ที่ช่วยค้นหาที่มาของภาพ โดยได้ให้เวปไซค์ ที่ชื่อ

www.google.com/imghp

ตอนนี้ ผมจะยกตัวอย่าง ข่าวๆ หนึ่งดังนี้

Posted Image


จากข่าวนี้ มีคำถามว่า มีคนแต่งกายคล้ายสงฆ์ กำลังนั่งดื่มเบียร์ ร่วมกับ ฆราวาส ข่าวอยาก
รู้ว่าเป็นภาพ จากวัดใด ประเทศใด Post ครั้งแรกเมื่อไร เวลาใด (ของไทยหรือเปล่า)


ภาพนั้นคือ

Posted Image



ดังนั้น เพื่อนๆ ในฐานะเป็นนักรบ Cyber ก็จะลองใช้ Google ลองค้นหาแหล่งที่มาของภาพ (ว่าคนที่ Post ภาพนี้เป็นคนแรก คือใคร)
ผมจะสอนโดยใช้ภาพ ง่ายๆ ครับ ลองทำตามก็ได้นะครับ


ก่อนอื่น ต้อง Save ภาพที่เป็นภาพเจ้าปัญหา ลง HardDisk ของเราเสียก่อน วางไว้บน Destop ก็ได้หาง่ายดี ครับ
แล้วมาเริ่มขั่นตอนตามภาพประกอบดังนี้ครับ


1 วาง link ของ www.google.com/imghp ลงบน ตำแหน่งที่ลูกศรสีแดงชี้หมายเลข 1 จากนั้นก็ก็ Enter หรือคลิก ลูกศรก็ได้ครับ
2 จากนั้น กด คลิก ที่เครื่องหมายกล้องถ่ายรูป ตามตำแหน่งที่ชี้โดย เครื่องหมายลูกศรสีแดง หมายเลข 2

Posted Image

3 คลิกที่ข้อความ upload an image ตามเครื่องหมายลูกศรสีแดง หมายเลข 3
4 คลิกที่ Browse เพื่อเลือกภาพที่ต้องการค้นหาที่มา ตามลูกศรชี้สีแดงหมายเลข 4 
เจอภาพแล้วกดคลิกที่ภาพนั้น แล้วกด Open เลยนะครับ


Posted Image

5 หน้าจอจะปรากฏ Link ที่มาของภาพ ที่เราต้องการค้นหา ว่า Post มาจากกระทู้ใด ก็ลอง เปิดเลือกๆ ดูนะครับ
ในตัวอย่างนี้ ผมขอให้กด ดับเบิลคลิก ที่ link ตามที่ลูกศรสีแดงชี้หมายเลข 5 นะครับ

Posted Image

6 ก็จะเจอที่มาของภาพ ครับ น่าจะเป็นเวปของเวียตนาม หรือเปล่า ผมก็อ่านไม่ออก แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่พระไทยแน่ๆ
ท่านกำลังปลีกวิเวก หาที่สงบๆ ดื่มน้ำทิพย์ (เบียร์) ร่วมกับ ฆราวาส อย่างสนุกสนานเลยละ จากภาพต้นฉบับจะเห็น 
ว่ามุมบนขวาของภาพ จะมีลายน้ำ แสดงความเป็นเจ้าของ แต่ภาพที่ นำมา Post ใน Social Network บ้านเรา เขา
จะลบลายน้ำออก เพื่อปิดบังแหล่งที่มาของภาพ จะได้หลอกว่าเป็นพระในประเทศไทยก็ได้

Posted Image

หมายเหตุ 


ภาพบางภาพ อาจจะยังไม่มีที่มา ก็ได้นะครับ ถ้าหากว่า ยังไม่มีประวัติว่ามีใครเคย Post มาก่อน 


รายละเอียดเพิ่มเต็ม ไปหาอ่านได้ใน


ยั้งมือซักนิดก่อนคิดกดแชร์ วิธีง่ายๆตรวจสอบรูปลวง


http://thaienews.blo...age-search.html


หวังว่า คงจะพอเข้าใจนะครับ


ตอนนี้ผมมีแบบฝึกหัด ให้เพื่อนๆ ลองหาที่มาของภาพ ซัก 2 ภาพ ดังนี้ครับ


1 ภาพที่ 1

Posted Image


ภาพนี้ ปรากฏ อยู่ในเวป ของพวกสลิ่ม นำภาพนี้มา Post แล้วบรรยายใต้ภาพว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขึ้นเครื่อง
ไปตรวจพื่้นที่น้ำท่วม แต่ยังมีอารมย์ กด BB เล่นไม่รู้สึกรู้สา ว่าประชาชนเขาเดือดร้อนขนาดไหน จะทำให้เรา
รู้ว่ามันเป็นคนละเหตุการณ์


2 ภาพที่ 2 


ภาพนี้ ผมคงไม่นำมา Post ที่นี่นะครับ ขอวาง Link ให้ แล้วให้เพื่อนๆ ลองหาภาพต้นฉบับว่า ที่มาของภาพ
มาจากที่ใด ภาพนี้มีการแต่งภาพ แล้วนำมาสรรเสริญ ว่าเป็นบารมี ของท่านครับ


http://thaienews.blo...g-post_612.html


หมายเหตุ 


แบบฝึกหัด ทั้งสองภาพ อย่าลืม Save ภาพเก็บไว้ก่อนนะครับ


ผมหวังว่า เพื่อนๆ คงจะสนุกสนาน กับบทเรียนบทนี้นะครับ
สวัสดี 


<<<<<<<<<<<
ตอบข้อหนึ่งก่อนนะท่าน


ภาพมาจากเวป สยามโฟน คุยกันเรื่องSamsung Galaxy S II - ซัมซุง Galaxy S II 
แล้วมีคนนำภาพนี้มาถามว่าคุณปูใช้โทรศัพท์รุ่นอะไร โพสต์ตั้งแต่ 20 มิย 2011 แสดงว่าภาพนี้ถูกถ่ายก่อนเกิดน้ำท่วม 


>>>>>>>>>


ภาพที่สอง มาจากเวป กองพันทหารขนส่ง กระทู้หัวข้อ : ทำไมคนไทย "รักในหลวง" มีคนหนึ่งเขียน คห พระบารมีแผ่คลุม..คุ้มเกล้าชาวไทยพร้อมรูปตกแต่งนี้มาโพสต์